| แผ่นซีดี |
| คอมพิวเตอร์ - ฮาร์ดแวร์ |
| วันพุธที่ 07 พฤศจิกายน 2012 เวลา 23:35 น. |
|
ซีดี (CD) เป็นสื่อที่ใช้สำหรับบันทึกข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันได้รับความนิยมน้อยลง แต่ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้าง สำหรับบทความนี้ จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นซีดี ที่บางท่านอาจจะไม่รู้มาก่อน ความสามารถในการบันทึกข้อมูลของแผ่นซีดีเป็นอย่างไร มีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง ซีดี (Compact Disc) เป็นผลของเทคโนโลยีที่ร่วมมือกันระหว่างบริษัทโซนี่และบริษัทฟิลิปส์ เพื่อผลิตซีดีในลักษณะของแผ่นเพลงซีดีระบบดิจิทัล (Compact Disc-Digital Audio : CD-DA) ขึ้นมาเพื่อใช้แทนแผ่นเสียงขนาด 12 นิ้วที่ใช้กันอยู่ขณะนั้น โดยมีการประกาศใช้มาตรฐานแผ่นซีดีในปี พ.ศ.2523 และผลิตแผ่นเพลงซีดีออกมาครั้งแรกในปี พ.ศ.2525 ลักษณะเฉพาะของแผ่นซีดีที่ผลิตนี้จะมีการบันทึกข้อมูลในระบบดิจิทัล ซึ่งเป็นตัวเลข 0 และ 1 และใช้แสงเลเซอร์ในการบันทึกและอ่านข้อมูล นอกจากนี้ ลักษณะเฉพาะจะเกี่ยวข้องถึงขนาดของ “หลุม” (pits ) และ “พื้น” (land) ของการบันทึกข้อมูลที่มีการจัดเรียงเป็นวงก้นหอย และรวมถึงลักษณะอื่นๆ ด้วย การประกาศมาตรฐานของซีดีนี้รู้จักกันในนามของ “เรดบุ๊ก” (Red Book) โดยเรียกจากสีแดงที่พิมพ์บนแผ่นปกกล่องซีดีเพื่อเป็นหลักประกันว่าแผ่นเพลงซีดีที่จะผลิตต่อจากนี้ไป จะเป็นมาตรฐานสากลเดียวกันทั้งหมด โดยสามารถเล่นในเครื่องเล่นเพลงซีดีใดๆ ก็ได้ มาตรฐานนี้ทำได้ง่าย เนื่องจากแผ่นเพลงซีดีบันทึกเฉพาะเสียงเพลงเท่านั้น ขณะนี้ได้มีการนำแผ่นซีดีมาบันทึกข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ ได้แก่ ตัวอักษร ภาพกราฟิก ภาพกราฟิกเคลื่อนไหว และภาพเคลื่อนไหวแบบวีดิทัศน์ ซีดีมีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกแบนกลม ผิวหน้าเคลือบด้วยโลหะสะท้อนแสงเพื่อป้องกันข้อมูลที่บันทึกไว้ มีทั้งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 และ 12 เซนติเมตร และมีรูกลมตรงกลางเรียกว่า “hub” ขนาด 15 มิลลิเมตร ซีดีแผ่นหนึ่งมีความจุข้อมูลตั้งแต่ 680 – 700 เมกะไบต์ สามารถเล่นได้นาน 74 – 80 นาที ข้อมูลบนแผ่นซีดี แผ่นซีดีสามารถบันทึกข้อมูลได้หลากหลายประเภท ได้แก่
การอ่านข้อมูล การอ่านข้อมูลบนแผ่นซีดีจะเกิดขึ้นเมื่อแสงเลเซอร์โฟกัสไปยังพื้นผิวแผ่น ถ้าแสงเลเซอร์โฟกัสไปยังจุดหรือ “หลุม” ข้อมูลจะไม่มีการสะท้อนแสงมากนัก ทำให้มีแสงสะท้อนกระจายกลับมาที่หัวอ่านน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย ซึ่งจะเป็นสภาวะของการอ่านข้อมูล ในทางกลับกันถ้าโฟกัสไปยังเนื้อที่ที่เป็นส่วน “พื้น” ที่อยู่ระหว่าง “หลุม” จะมีการสะท้อนแสงมาก ซึ่งหมายถึงว่าแสงส่วนมากจะสะท้อนกลับมายังหัวอ่านของเครื่องเล่น และจะไม่มีการอ่านข้อมูลเกิดขึ้น ถ้าหัวอ่านแสงอ่านที่หลุมจะแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัลในรูปตัวเลข 1 แต่ถ้าอ่านที่พื้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัลในรูปตัวเลข 0 รูปแบบของการ “เปิด - ปิด” นี้ จะถูกแปลความหมายโดยการกล้ำสัญญาณซึ่งเป็นการถอดรหัสโดยเครื่องเล่นเข้าสู่ส่วนข้อมูล เสียงตามมาตรฐาน MPEG การบันทึกเสียงเพลงลงแผ่นซีดี เป็นการแปลงสัญญาณเสียงในระบบแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิทัล โดยใช้มาตรฐาน MPEG (อ่านว่า “เอ็มเพ็ก” ย่อมาจาก Moving Picture Experts Group) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สร้างขึ้นเพื่อการบีบอัดภาพและเสียง เสียงตามมาตรฐาน MPEG (MPEG Audio) ที่ใช้กันในขณะนี้สำหรับแผ่นซีดีมี 3 รูปแบบ คือ
MP3 เป็นการเข้ารหัสแบบ Huffman ซึ่งเป็นลักษณะขนาดความยาวรหัสแปรผันได้ ซึ่งเมื่อนำมาประกอบร่วมกับธรรมชาติของการได้ยินแล้ว จะทำให้สามารถลดขนาดข้อมูลลงได้มากกว่า 20% เมื่อนำมาเข้ารหัส Huffman มาใช้ร่วมกับการบีบอัดสัญญาณแล้ว ยิ่งทำให้ใช้เนื้อที่ในการบันทึกน้อยลงมากกว่าเดิม เพลงรูปแบบ MP3 ความยาว 3 นาที จะใช้เนื้อที่ในการบรรจุเพียง 3 เมกะไบต์เท่านั้น ในขณะที่เพลงที่บันทึกด้วย MPEG 1 บนแผ่นซีดีเพลงธรรมดาความยาว 1 นาที จะใช้เนื้อที่ถึง 10 เมกะไบต์ ทำให้แผ่นซีดี MP3 บรรจุได้ร้อยกว่าเพลง แต่ถ้าเป็นแผ่นซีดีธรรมดาจะบรรจุได้ประมาณ 20 เพลงเท่านั้น อย่างไรก็ตามแผ่นซีดี MP3 มีข้อจำกัดอย่างหนึ่ง คือ ใช้เล่นได้เฉพาะกับเครื่องเสียงเฉพาะรุ่นที่ระบุว่าเล่น MP3 ได้ หรือเล่นกับคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมเล่นเพลงประเภทนี้ แต่แผ่นซีดีเพลงธรรมดาจะเล่นได้กับเครื่องเล่นซีดีทั่วไป การใช้งาน การจับแผ่นซีดี แผ่นซีดีจะมี 2 ด้าน คือ ด้านหน้าพิมพ์ด้วยซิลก์สครีนเป็นชื่อแผ่น ด้านหลังมีลักษณะเป็นสีรุ้งมันวาวซึ่งเป็นส่วนบันทึกข้อมูล เมื่อจับแผ่นซีดีต้องระวังอย่าให้นิ้วมือโดนด้านบันทึกข้อมูล เนื่องจากจะเกิดความสกปรกทำให้การอ่านผิดพลาดได้ การจับแผ่นจึงควรจับเฉพาะริมขอบแผ่นและส่วนกลางแผ่นเท่านั้น การวางแผ่นซีดี เครื่องเล่นซีดีจะมีการใช้งานในลักษณะการอ่านข้อมูลบนแผ่นด้วยแสงเลเซอร์ การวางแผ่นซีดีบนถาดของเครื่องเล่นจึงต้องวางให้ด้านที่มีชื่อแผ่นอยู่ด้านบนเพื่อให้แสงเลเซอร์ส่องผ่านขึ้นมาเพื่ออ่านข้อมูลด้านล่างของแผ่น การเก็บรักษา แผ่นซีดีควรมีการดูแลเก็บรักษาดังนี้
ความรู้เรื่อง CD-RW
หากว่ากันในโลกของซีดีอาร์ดับบลิวแล้ว ยามาฮ่าเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแรก ๆ ที่พัฒนาไดร์ฟซีดีอาร์ ออกวางตลาดโดยล่าสุดนั้นมักจะเป็นไดร์ฟที่นิยมกันและได้รับความเชื่อถือกันอย่างกว้างขวาง เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นอย่างไรมาติดตามในก้าวทันไอทีค่ะ สำหรับเครื่องที่เป็นแบบ External ซึ่งเรียกได้ว่าไม่มีใครเกินไดร์ฟซีดีอาร์ดับบลิวยี่ห้อนี้ และเมื่อกระแสของการป้องกัน Buffer Under Run เกิดขึ้น ยามาฮ่าก็ได้พัฒนาเทคโนโลยี SafeBurn มาเพื่อใช้กับไดร์ฟซีดีอาร์ดับบลิวของตน เทคโนโลยี SafeBurn Buffer Management System (เรียกสั้น ๆ ว่า SafeBurn ) หลักการทำงานเริ่มแรกก็จะตรวจสอบความสามารถของแผ่นซีดีที่จะบันทึกและจะจัดการเลือกความสามารถในการบันทึกให้ตรงกับซีดีแผ่นนั้น ๆ จากนั้นจะคอยจัดการในเรื่องการทำงานไปด้วย ทำให้ทำงานได้ทั้งในการเขียนแผ่นซีดีและก็ทำงานอย่างอื่น ๆ ได้พร้อมกัน ซึ่งไดร์ฟนี้ก็มีจุดเด่นตรงที่บัฟเฟอร์ขนาดใหญ่ 8 เมกะไบต์ ทำให้รองรับข้อมูลที่ไหลมาเก็บได้มากกว่า ความนิยมของไดร์ฟซีดีอาร์ดับบลิว วันนี้มาถึงเรื่องของการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ของการใช้งานไดร์ฟซีดีอาร์ดับบลิว เรื่องราวจะเป็นอย่างไรติดตามในก้าวทันไอทีวันนี้ค่ะ ความนิยมของการใช้งานไดร์ฟซีดีอาร์ดับบลิวนั้น หากดูกันในท้องตลาดที่นิยมกันเป็นหลัก ก็จะเป็นรุ่นแบบติดตั้งภายในที่ใช้อินเทอร์เฟซแบบ IDE เป็นหลัก เหมือนกันฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอม ซึ่งไดร์ฟแบบนี้มีข้อดีตรงที่ความเร็วในการทำงานค่อนข้างสูง ราคาประหยัด สามารถต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ทันที และโอเอสสามารถตรวจพบเห็นไดร์ฟได้อย่างรวดเร็ว ใช้งานง่าย ข้อดีก็คือความเร็วในการเขียนปัจจุบันสูงถึง 32* แล้ว แต่ข้อเสียก็คือเคลื่อนย้ายไม่สะดวกเพราะติดตั้งอยู่ภายในตัวของเครื่อง ไดร์ฟแบบที่สองที่กำลังเริ่มได้รับความนิยมกันมากขึ้น ก็คือ ไดร์ฟแบบต่อจากภายนอก ผ่านทางพอร์ต USB โดยไดร์ฟแบบนี้ความเร็วในการเขียนจะต่ำกว่าเพราะอินเทอร์เฟซของ USB มาตรฐาน ปัจจุบันนั้นยังคงอยู่ที่เวอร์ชั่น 1.1 ซึ่งทำให้ไดร์ฟที่ใช้อินเทอร์เฟซแบบนี้สามารถทำความเร็วในการเขียนได้เพียง 4*4*24 เท่านั้นเอง ส่วนไดร์ฟที่ใช้มาตราฐาน USB 2.0 นั้น ก็เริ่มมีวางจำหน่ายบ้างแล้วเหมือนกัน เพียงแต่มาตราฐาน USB 2.0 ยังไม่แพร่หลายเท่านั้นเอง ซึ่งทำให้ฟังก์ชั่นการใช้งานแบบเคลื่อนย้ายนั้นยังคงไม่สะดวกเท่าไหรนัก นอกจากอินเทอร์เฟซสองมาตราฐานที่นิยมกันแล้ว ยังมีอินเทอร์เฟซอีกมาตราฐานหนึ่ง แต่มักจะได้รับความสนใจจากบรรดาเหล่าผู้ใช้ไม่มากนัก เนื่องจากราคาแพงและต้องใช้ฮาร์ดแวร์ต่างหากเพิ่มเติม เช่น อินเทอร์เฟซแบบ SCSI และ Firewire หรือ IEEE1394 ซึ่งมักจะมีใช้กับคอมพิวเตอร์ในระดับเซิร์ฟเวอร์หรือแมคระดับเพาเวอร์แมคเท่านั้น ถ้าจะให้เหมาะที่สุดสำหรับการใช้งานในระดับยูสเซอร์ทั่วไปแบบที่ติดตั้งภายในโดยใช้อินเทอร์เฟซแบบ IDE ก็เพียงพอสำหรับความต้องการในการใช้งานแล้วค่ะ CD-R / RW ทำงานอย่างไร แผ่น Disk ทั้งสามแบบนี้ จะมีการ เก็บข้อมูล ในหลุมเล็ก ๆ ที่มีขนาดเพียง 1.6 ไมครอน (1ไมครอนเท่ากับ 1/1000 ของ 1 มิลลิเมตร ทั้งนี้ เส้นผม ของคนเรา จะมีขนาด ประมาณ 50ไมครอน ) แผ่นซีดี จะแตกต่าง จากอุปกรณ์ เก็บข้อมูล จำพวกสื่อ แม่เหล็ก อย่างฮาร์ดดิสก์ ซึ่งมี การเก็บข้อมูล แบบ polarize ซึ่งเป็นการ บังคับ คลื่นแม่เหล็ก พุ่งตรง ไปใน ทางเดียวกัน ในขณะที่ ซีดี จะอาศัย จุดหรือหลุม ขนาดเล็กมาก จนไม่สามารถ มองเห็นได้ ด้วยตาเปล่า ซึ่งหลุมพวกนี้ จะแบ่งเป็น แบบ ที่สามารถ สะท้อนแสงได้ และไม่สามารถ สะท้อนแสงได้ ( ซึ่งเป็นค่า เท่ากับ 0 หรือ 1 นั่นเอง ) เมื่อไดรฟ์ ทำการอ่านดิสก์ ก็จะมีการ ใช้แสงเลเซอร์ ไปกระทบ ผิวหน้า ของแผ่น พร้อมทั้ง บันทึก การสะท้อนแสง ของพื้นผิว แต่ละจุดไว้ เป็นค่าดิจิตอล
จุดเรืองแสง และจุด ทึบแสง บนแผ่นดิสก์ จะทำหน้าที่ อย่างใด อย่างหนึ่ง ระหว่าง การสะท้อนแสง เลเซอร์ กลับไปที่ หัวอ่านข้อมูล หรือไม่ก็ ดูดซับ หรือกระจาย แสงออกไป ข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกบันทึก ลงบนแผ่น จะถูกแทนค่ าด้วยรู ขนาด เล็กมากๆ ในระดับ ไมโครสโคปิค ซึ่งไม่สามารถ มองเห็นได้ ด้วยตาเปล่า ซึ่งรูต่าง ๆ เหล่านี้ จะมีความ ทึบแสง และสะท้อน แสงต่างกัน ทำให้เกิด ค่าของข้อมูล ที่แตกต่าง ที่ช่วยให้ หัวเลเซอร์ สามารถ แยกแยะ ข้อมูล จากแผ่นซีดีได้ ในวงการ อุตสาหกรรม ที่ผลิตแผ่นเสียง ซีดี และซีดี-รอมนั้น จะมีการ ประทับแผ่นซีดี ให้เกิดส่วนนูน ขึ้นมา ที่เรียกว่า lands และส่วนเว้า ลงไปเป็นรู ที่เรียกว่า พิทส์ หรือ pits ในร่องข้อมูล ซึ่งพิทส์ จะมีการ สะท้อนแสง ที่แตกต่าง จากแลนด์ จากผิวหน้า ของแผ่นซีดี ซึ่งอาจทำจาก อลูมิเนียม หรือทองคำก็ได้ นั่น จะช่วยให้ หัวเลเซอร์ สามารถอ่านค่า ที่แตกต่างได้ โดยการแยกแยะ ระดับ ความสว่าง ของแสงที่สะท้อน กลับมา ที่หัวเลเซอร์ (โดยทั่วไป บนแผ่นซีดี-อาร์ หรือ ซีดี-อาร์ดับบลิว จะมีการ ฉาบผิว ด้วยสีย้อม หรือ สารเคมีบางอย่าง ที่ไวต่อแสงมาก เมื่อมีการ ฉายแสงเลเซอร์ ลงไป ตกกระทบ แผ่นซีดี สารเคมี ที่เคลือบไว้นี้ ก็จะสามารถ ซึมซับข้อมูล จากแสง ได้อย่างรวดเร็ว )
ชั้นของ สารเคมี ที่ถูกฉาบไว้ บนผิวหน้า ของแผ่น ซีดี-อาร์ และซีดี-อาร์ดับบลิว ทำให้เกิด จุด ที่มี ความสามารถ ในการ สะท้อนแสง แตกต่างกัน ขึ้น ตามร่อง ข้อมูลต่าง ๆ ทั่วทั้ง แผ่นซีดี โดยในส่วน ของแผ่น ซีดี-อาร์ นั้นจะใช้ สีย้อม แบบพิเศษ ที่ทำหน้าที่ คล้ายกับ ฟิล์มภาพยนตร์ แต่บนแผ่น ซีดี-อาร์ดับบลิว จะใช้ สารเคมี ที่สามารถ ปรับเปลี่ยนไปมา ระหว่าง การทึบแสง และ สะท้อนแสง ได้หลายร้อยครั้ง โดย การทำงานนั้น เมื่อมีการ บันทึกข้อมูล ลงบน CD-R หรือ CD-RW หัวบันทึก จะปล่อยแสงเลเซอร์ ไปเผา ที่ชั้นสีย้อม หรือชั้นฟิล์ม เพื่อให้เกิด ร่อง หรือพิทช์ อันจะทำให้เกิด ค่าของข้อมูล ที่แตกต่างกันไป ทั้ง ไดรฟ์ ซีดี-รอม, ซีดี-อาร์ และซีดี-อาร์ดับบลิว หรือแม้แต่ ดีวีดี ต่างก็สามารถ อ่านแผ่นดิสก์ ดังกล่าว ข้างต้นได้ ยกเว้น ไดรฟ์ ซีดี-รอม รุ่นเก่า ที่ไม่สามารถ ใช้อ่านแผ่น ซีดี- อาร์ดับบลิว ได้ ทั้งนี้ เนื่องจาก ปริมาณ แสงสะท้อน จากร่อง หรือหลุม ที่บันทึกข้อมูล มีระดับ ต่างกัน นอกจากนั้น หัวเลเซอร์ ในไดรฟ์ รุ่นเก่า ก็ยังไม่มี ประสิทธิภาพ มากพอ ที่จะแยกแยะ ความละเอียด ของแสงสะท้อน จากแผ่น ซีดี-อาร์ดับบลิว ได้ดีพอ และหากคุณ สอดแผ่น ซีดี-อาร์ดับบลิว เข้าไปใน ไดรฟ์ซีดี-รอมรุ่นเก่า ไดรฟ์รุ่นเก่านี้ ก็จะ ปฏิเสธ ที่จะอ่าน ข้อมูลให้ เรื่องราวของ CD สื่อบันทึกข้อมูลแบบดิจิตอลที่เยี่ยมยอดตัวหนึ่ง 1. ลักษณะของแผ่น CD 2. CD-Rom Drive 3. แผ่น CD-R 4. แผ่น CD-RW (Rewriteable CD) 5. Drive CD-RW 6. การเชื่อมต่อของ Drive CD-RW 7. Multi-sessions เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ CD 8. ความเร็วในการบันทึก |
Youtube Channel
บทความใหม่
- เหตุผล 10 ข้อ ใช้ wordpress ขายสินค้า amazon
- การสร้างรายได้กับเว็บไซต์ YouTube
- รถไฟความเร็วสูงมีไปเพื่ออะไร
- ขยะออนไลน์ยุคถดถอยของเว็บไซต์บนโลกไซเบอร์
- เกาะกระแสโลกออนไลน์สาวเกาหลี KW7412
- เวียดนามกับหลักสูตรการศึกษาใหม่เน้นสอนเด็กเก่งคอมพิวเตอร์ จนวิศวกร
- สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Architecture)
- แบตเตอรี่ของ MacBook เสี่ยงต่อการโดนแฮค
- เตือนใช้ไฟตัดหมอก ตำรวจจับ ปรับได้
- เรื่องที่คิดไปเอง



