หน้าหลัก สุขภาพ เรื่องที่คิดไปเอง
เรื่องที่คิดไปเอง
(1 vote, average 3.00 out of 5)
สุขภาพ - เรื่องทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2013 เวลา 19:54 น.

ความคิดบางคนบอกว่า "เรื่องของความคิด มันห้ามกันไม่ได้" แต่สำหรับคนที่สามารถบริหารจัดการกับความคิดได้นั้น สามารถทำอะไรได้ดั่งใจ คนที่เป็นนักคิดนั้น จะต้องคิดในเรื่องที่มีพื้นฐานความเป็นไปได้ คิดแล้วสามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ตั้งอยู่บนความเฟ้อฝัน จินตนาการจนเกิดขอบเขต คนเราหากคิดจนเกิดขอบเขต แล้วส่งผลเสียต่อสุขภาพ เกิดความวิตกกังวล สะสมนานๆเข้าอาจจะส่งผลต่อระบบจิตใจได้ อย่างเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด เรื่องมีอยู่ว่า

ผมเป็นคนที่ชอบคิดมากครับ คิดไปเรื่อย ชอบเดาเหตุการณ์ไปต่างๆนานา บางครั้งรู้ตัวบางครั้งก็ไม่รู้ตัว อาจเป็นเพราะตัวเองชอบมองโลกในแง่ร้ายหรือป่าวก็ไม่รู้ จะว่าไปแล้วก็ชอบคิดถึงแต่เรื่องแย่ๆไว้ก่อน เผื่อว่าเมื่อเรื่องร้ายๆมันเกิดขึ้นมาจริงจะได้เตรียมใจไว้ทัน แต่พอคิดไปแบบนั้นก็จิตตก รู้สึกทุกข์ใจ บางทีก็เศร้า เริ่มเกิดความไม่มั่นคงขึ้นในใจ ว่าไอ้นี่จะต้องเป็นแบบนั้น ไอ้นั้นจะต้องเป็นแบบนี้ ทั้งที่จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไร เพราะเพียงแค่เราคิดไปเองเท่านั้น และการคิดไปเอง เหมือนคนบางคนที่คิดว่าตัวเองป่วย

แต่ที่จริงแล้วไม่ได้ป่วย พอคิดว่าตัวเองป่วยไปทุกวันๆ สุดท้ายก็ป่วยจริง อาการแบบนี้เรียกว่า “โรคไฮโปคอนดิเอซีด” (Hypochondriasis) เป็นโรคจิตเวชชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการหมกมุ่นครุ่นคิดกับเรื่องสุขภาพของตัวเองมากเกินไป กลัวว่าจะป่วยเป็นโรคภัยร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคไต โรคหัวใจ ไมเกรน เป็นต้น ทั้งที่จริง ๆแล้วความเจ็บป่วยนั้นอาจไม่มีอยู่จริงก็ได้ แต่ถึงมีอยู่จริงก็อาจไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร แค่มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ก็เท่านั้นเอง

การหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองจนมากเกินไปก็ไม่ดี การคิดไปเองคนเดียวมันก็เป็นผลเสียต่อจิตใจของเรา การแก้ไขก็แค่ปรับปรุงตัวแล้วเปลี่ยนทัศนะคติใหม่ ซึ่งคงไม่ยากเกินไปนักในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่เรื่องที่มันลำบากก็คือ การคิดไปเองของเรา มันอาจทำร้ายคนอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นได้

ในยามที่เรามองคนอื่นในมุมมองของเรา เราก็คิดว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้น ทแต่ความจริงมันอาจไม่ใช่ก็ได้ เช่น เห็นเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งกับผู้ชายไปกินข้าวด้วยกันสองต่อสอง บางทีเราก็คิดไปแล้วว่า ต้องเป็นแฟนกันแน่ๆ ทั้งที่จริงแล้ว เขาอาจเป็นเพื่อนกัน หรือเป็นญาติกัน หรืออาจเป็นพี่น้องกันก็ได้ เราก็ไม่รู้ แต่เราก็ตีความไปแล้วว่าเขาต้องเป็นแฟนกัน หรือบางทีเห็นเพื่อนผู้ชายของเราคนหนึ่งไปดูหนังกับเด็กหนุ่มรูปหล่อ เราก็อาจคิดไปว่าทั้งสองคนต้องเป็นคู่เกย์กันแน่ๆ

เรื่องราวเหล่านี้ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก็คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ที่มันเป็นจะเรื่องใหญ่ก็คือ เมื่อความคิดของเรา ได้ถูกนำไปบอกเล่าต่อบุคคลที่สาม บางครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่าที่เราเห็นมันเป็นจริงหรือไม่ เมื่อเราไปคุยกับคนอื่น เค้าก็อาจจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เอาไปคุยกันต่อว่าสองคนนั้นเป็นแฟนกันแน่ๆ หรือผู้ชายคนนั้นเป็นเกย์แน่ๆ ซึ่งถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริง เขาเหล่านั้นก็จะเสียหายเปล่าๆ

สิ่งสำคัญคือการตั้งคำถาม ซึ่งคำตอบอาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ เพราะขึ้นอยู่กับว่าคนตอบเค้าอยากบอกเราหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าเค้าจะโกหกกับเราแต่มันก็น่าจะดีกว่าเราไปเดามั่วเอาเอง

มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง คิดว่าเพื่อนที่เรียนด้วยกันไม่ชอบหน้าเค้า เพราะเห็นทำท่านิ่งๆ ถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ ดูไม่ค่อยเป็นมิตร พอเจอแบบนี้ทุกวันก็เริ่มสงสัย ก็เก็บไปคิดมากไปกันใหญ่ คิดว่าตัวเองไปทำอะไรให้เขาโกรธหรือป่าว เขาเลยไม่พูดด้วย แต่เหตุผลจริงๆก็คือ คนที่เรียนด้วยกันนั้นเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าพูด เลยดูเหมือนเป็นคนเย็นชา ไม่พูดไม่จากับใคร

บางครั้งความจริงอาจเป็นคนละสิ่งกับคำตอบที่เราอยากได้ยิน อย่าปล่อยให้ความคิดกับสิ่งที่เดามันมาทำร้ายความสัมพันธ์ระหว่างเราและเขา เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ก็มาจากการที่เราไม่เข้าใจกันด้วยเหตุผลแบบนี้

และเรื่องที่ผมพูดออกมานี้อาจไม่มีสาระอะไรให้มากมายนัก ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ

เพราะท้ายที่สุด เรื่องราวทั้งหมดนี้

ผมอาจแค่ “คิดไปเอง”

เรื่องของความคิด ทุกคนสามารถที่จะคิดได้ เรื่องอะไรก็ได้ แต่การควบคุมความคิดนั้น เป็นพื้นฐานที่ดีของผู้ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ด้วยความคิดที่เกิดขึ้น และสามารถควบคุม บริหาร จัดการความคิดได้อย่างมีระบบ ระเบียบ และใช้ความคิดได้เกิดประโยชน์มากที่สุด


ปรับขนาดอักษร - +