| ดิจิตอลลอจิก - Digital Logic |
| วิทยาศาสตร์ - Digital และอุปกรณ์control |
| วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2012 เวลา 10:00 น. |
|
บทความนี้ จะพาทุกท่านที่สนใจเกี่ยวกับสัญญาณดิจิตอล และ ลอจิกเกต การจัดการสัญญาณ เพื่อนำไปใช้งานอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีวิดีโอ คำสั่งควบคุมและลอจิก ให้น้องๆ นักเรียน นักศึกษาได้ดูเป็นตัววอย่างเรื่องการปรับใช้ ลอจิกเกต สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์มีสองประเภท ได้แก่ สัญญาณแอนะล็อกและสัญญาณดิจิตอล โดยทั่วไปแล้วสัญญาณต่าง ๆ ตามธรรมชาติจะเป็นสัญญาณที่มีลักษณะต่อเนื่องหรือสัญญาณแอนะล็อก แต่ระบบควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่มักจะประมวลผลด้วยสัญญาณดิจิตอล ซึ่งสามารถประมวลผลได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว ดังนั้นจะต้องมีการเปลี่ยนสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตอลเสียก่อน โดยรูปแบบของสัญญาณนั้นจะแทนได้ด้วยระบบเลขฐานสองที่เรียกว่ารหัส ดังนั้น การศึกษาวิชาดิจิตอลจึงต้องศึกษาก่อนที่จะศึกษาวิชาทางด้านฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ไมโครโปรเซสเซอร์ รวมถึงระบบควบคุมต่าง ๆ การประมวลผลต่าง ๆ ของระบบดิจิตอลสามารถเขียนในรูปของสมการบูลีนได้ โดยบทความนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับศึกษาวิชาดิจิตอลได้ โดยได้กล่าวถึงพื้นฐานของการศึกษาวิชาดิจิตอลตั้งแต่ระบบเลขฐานสอง ลอจิกเกต สมการบูลีน รวมถึงอุปกรณ์ดิจิตอลต่าง ๆ และในตอนท้ายได้กล่าวถึงระบบคอมพิวเตอร์พื้นฐานไว้ด้วย โดยพื้นฐานของการออกแบบระบบควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์นั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยการออกแบบระบบดิจิตอลและต้องเข้าใจรูปแบบของสัญญาณ รวมถึงรหัสต่าง ๆ ที่จะนำมาประมวลผล ลอจิกเกตพื้นฐาน (BASIC LOGIC GATES) เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคำนวณเลข และอุปกรษ์ทางดิจิตอลมากมายที่สามารถทำงานให้กับมนุษย์ ได้อย่างน่าอัศจรรย์นั้น ล้วนประกอบขึ้นจากออุปรณ์และวงจรทางดิจิตอล ที่มีการทำงานในลักษณะของลอ จิกและวงจรดิจิตอลนั้น จะมีส่วนประกอบพื้นฐาน คือ ลอจิกเกต (Logic gate) ซึ่งจะมีการทำงานเหมือนระบบ เลขไบนารี่ (มีเลข 0 กับเลข 1) ดังนั้น บุคคลทึ่ต้องทำงานหรือเกี่ยวข้องกับระบบดิจิตอลอิเล็กทรอนิกส์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจและใช้งานได้อย่างถูกต้องของการทำงานแบบไบนารี่ของลอจิกเกต (logic gate) ค่าคงที่ลอจิกและตัวแปรลอจิก (logic constants and logic variables) พีชคณิตทางลอจิก ใช้สำหรับหาข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับการกระทำทางลอจิก ซึ่งจะแตกต่างกับพีชคณิต ทั่วๆ ไป ตรงที่พีชคณิตทางลอจิกประกอบด้วยชุดของตัวคงที่ และตัวแปรที่มีค่าได้เพียง 2 ค่าเท่านั้น คือ 0 และ 1 ตัวแปรนี้ จะเรียกว่า ตัวแปรลอจิก (Logic variables) อาจแทนด้วยตัวอักษร เช่น A, B, C, a, b, c,... ฯลฯ สำหรับค่าของตัวแปรลอจิกที่มีค่าเป็น 0 หรือ 1 ที่เวลาต่างๆ กันนั้น เราจะเรียกว่า ระดับลอจิก (logic level) ดังนั้น ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าของวงจรดิจิตอลที่ชั้วอินพุตและเอาต์พุตของวงจร เราสามารถแทนได้ด้วยระดับลอจิก เช่น ระดับแรงดันจาก 2 - 5 โวลต์ ให้มีค่าเป็นลอจิก 1 ดังนั้นค่าแรงดันในวงจรดิจิตอลจะมีระดับลอจิกเป็น 0 หรือ 1 ก็ขึ้นอยู่กับค่าจริงของการทำงานของวงจร การกระทำทางลอจิกพื้นฐาน สำหรับตัวแปรลอจิกดังที่ได้กล่างมาแล้ว เราสามารถนำมากระทำกันด้วยตัวกระทำทางลอจิกพื้นฐาน มี 3 แบบ คือ
การกระทำ AND ถ้ากำหนดให้ A และ B แทนตัวแปรอินพุตทั้งสอง ถ้าตัวแปร A มากระทำแบบ AND กับตัวแปร B ได้ผลลัพธ์ เป็ X ทำให้เขียนสมการ ลอจิก (ทางด้านเอาต์พุต x) ได้ดังนี้ X = A.B จากสมการลอจิก เครื่องหมาย ( . ) ก็คือการคูณแบบ AND ซึ่งสามารถเขียนตารางความจริงและสัญลักษณ์ได้ดังรูปที่ 1
รูปที่ 1 แสดงตารางความจริงและสัญลักษณ์ของ AND Gate เมื่อพิจารณาจากตารางความจริง จะเห็นว่าการคูณแบบ AND เหมือนกับการคูณทางพีชคณิตธรรมดา เมื่อใดก็ตามที่ A และ B เป็น 0 จะได้ผลคูณเป็น 0 แต่ถ้า A และ B เป็น 1 จะได้ผลคูณเป็น 1 ดังนั้นจากเหตุผลดังกล่าว เราสามารถสรุปได้ว่า การกระทำแบบ AND นั้น จะได้ผลคูณ เป็น 1 ก็ต่อเมื่อ อินพุตทั้งหมดจะต้องเป็น 1 สำหรับการณีอื่นๆ นอกจากนี้ จะได้ผลลัพธ์เป็น 0 จากสมการ X = A.B อ่านว่า "X" เท่ากับ A AND B สำหรับเครื่องหมายคูณนั้น เราสามารถเขียนใหม่ให้เหมือนพีชคณิตธรรมดาจะได้ X = AB เนื่องจากว่าการกระทำแบบแอนเหมือนกับการคูณทางพีชคณิตธรรมดานั่นเอง ถ้าเราจะให้ระดับลอจิกที่อินพุตควบคุม (ก็คืออินพุต B) เป็น 0 จะทำให้เอาต์พุต เป็น 0 สภาวะการทำงานในลักษณะนี้เรียกว่า Inhibit Condition แต่ถ้าเราให้อินพุตควบคุม (B) เป็น 1 ก็สามารถทำให้รูปคลื่น A ออกไปที่เอาต์พุตได้ เราเรียกลักษณะการทำงานนนี้ว่า Enable Condition การกระทำ OR กำหนดให้ A และ B แทนตัวแปรอินพุตทั้งสอง ถ้าตัวแปร A มากระทำแบบ OR กัน กับตัวแปร B ได้ผลลัพธ์เป็น X ทำให้สามารถเขียน สมการลอจิก (ทางเอาต์พุต) ได้ดังนี้ X = A+B จากสมการลอจิก เครื่องหมาย + ไม่ใช้เป็นการบวกเลขแบบธรรมดา แต่จะเป็นการบวกแบบ OR ซึ่งสามารถเขียนเป็นกฎเกณฑ์ได้ตามตารางความจริง
รูปที่ 2 แสดงตารางความจริงและสัญลักษณ์ของ OR Gate จากตารางความจริง จะเห็นว่าเหมือนกับการบวกเลขธรรมดา เช่น 0+0=0, 0+1=1, 1+0=1, ยกเว้นในกรณีเมื่อ A = B = 1 จะได้ผลบวกเป็น 1+1=1 (ไม่ใช่เป็น 2 เหมือนกับการบวกเลขแบบธรรมดา) ดังนั้นเราสามารถสรุปได้ว่าการบวกแบบ OR จะให้ผลลัพธ์ ที่เอาต์พุตเป็น 1 ก็ต่อเมื่อ ตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่อินพุตเป็น 1 และจะให้ผลลัพธ์ที่เอาต์พุตเป็น 0 ก็ต่อเมื่อตัวแปรที่อินพุตทั้งหมด เป็น 0เท่านั้น จากสมการลอจิก X=A+B อ่านว่า "X" เท่ากับ A OR B สิ่งที่สำคัญก็คือ เครื่องหมาย + หมายถึงการบวกแบบ OR ไม่ใช่การบวกเลขแบบธรรมดา การกระทำ NOT ตัวกระทำ NOT ไม่เหมือนตัวกระทำ OR และ AND ตรงที่ตัวกระทำ NOT ใช้กับตัวแปรอินพุตเดียว เช่น ถ้าให้ A แทนตัวแปรที่ป้อนอินพุต ของตัวกระทำ NOT และได้ผลลัพธ์เป็น X ทำให้เขียนสมการลอจิก (ทางเอาต์พุต X) ได้ดังนี้
ซึ่งสัญลักษณ์ขึด (bar) บนตัว A จะแทนการกระทำ NOT สมการ X = อ่านว่า "X" เท่ากับ NOT A หรือ "X" เท่ากับส่วนกลับของ A หรือ "X" เท่ากับคอมพละมนต์ของ A หรือ "X" เท่ากับ A bar
รูปที่ 3 แสดงตารางความจริงและสัญลักษณ์ของ NOT Gate จากตารางความจริง จะเห็นได้ว่าลอจิกทางเอาตะพุต ของ X = จะมีค่าตรงข้ามกับขอจิกทางอินพุตของ A เช่น ถ้า A = 0, X = เพราะ NOT 0 คือ 1 สัญลักษณ์ของตัวกระทำ NOT (NOT Gate) หรืออินเวอร์เตอร์ (Inverter) ซึ่งจะมีอินพุตเพียงอันเดียว และค่าระดับลอจิกทางเอาต์ พุตจะตรงกันข้ามกับค่าระดับลอจิกทางด้านอินพุตเสมอ เกตนอร์และเกตแอนด์ (NOR Gate and NAND Gate) มีลอจิกเกตอีก 2 ประเภท คือ NOR Gate และ NAND Gate ที่ใช้กันย่างแพร่หลายในวงจรทางดิจิตอล ซึ่งเกตดังกล่าวนี้ แท้จริงล้วก็คือ รวมการกระทำพื้นฐานของเกต AND, OR และ NOT ไว้ด้วยกัน ซึ่งทำให้การอธิบายการทำงานทางคณิตศาสตร์ทางลอจิกง่ายขึ้น เกตนอร์ (NOR Gate) สัญลักษณ์ของ NOR Gate ที่มี 2 อินพุต ซึ่งการกระทำของ NOR Gate จะมีค่าเท่ากับการนำ OR Gate มาต่อร่วมกันกับ NOT Gate ดังนั้นจึงเขียนสมการสำหรับเอาต์พุตของ NOR Gate ได้ดังนี้
จากสมการลอจิกจะเห็นว่า NOR Gate มีการกระทำแรกเป็นการกระทำ OR ของอินพุตและการกระทำ NOT บนผลบวกแบบ OR เป็นการกระทำที่สอง สำหรับสัญลักษณ์ของ NOR Gate จะจำง่าย เพราะจะใช้สัญลักษณ์ของ OR Gate ร่วมกับวงกลมเล็กที่ปลายเอาต์พุต วงกลมเล็กนี้แสดงการกระทำ NOT (การกลับค่า) จากตารางความจริงของ NOR Gate จะเห็นว่าเอาต์พุตของเกต NOR ในแต่ละกรณีจะมีค่ากลับกันกับเอาต์พุตของเกต OR กล่าวคือ เอาต์พุตของเกต OR จะมีค่า High ก็ต่อเมื่ออินพุตใดๆ มีค่า High แต่เกต NOR มีเอาต์พุตเป็น Low เมื่ออินพุตใดๆ เป็น High
รูปที่ 4 แสดงตารางความจริงและสัญลักษณ์ของ NOR Gate เกตแนนด์ (NAND Gate) สัญลักษณ์ของ NAND Gate ที่มี 2 อินพุตซึ่งการกระทำของ NAND Gate จะมีค่าเท่ากับการนำ AND Gate มาต่อร่วมกันกับ NOT Gate ดังนั้นจึงเขียนสมการลอจิกสำหรับเอาต์พุตของ NAND Gate ได้ดังนี้
จากสมการลอจิกของ NAND Gate จะเห็นว่ามีการกระทำแรกเป็นการกระทำ AND ของอินพุต และการกระทำ NOT บนผลคูณแบบ AND เป็นการกระทำที่สอง สัญลักษณ์ของ NAND Gate จะใช้สัญลักษณ์ของ AND Gate ร่วมกับวงกลมเล็กที่ปลายเอาต์พุต วงกลมเล็กนี้แสดงการกระทำ NOT (การกลับค่า) ตารางความจริงของ NAND Gate เอาต์พุตของเกต NAND ในแต่ละกรณีจะมีค่าตรงข้ามกับเอาต์พุตของเกต AND กล่าวคือ เอาต์พุตของ AND เป็น High ก็ต่อเมื่ออินพุตทั้งหมดมีค่าเป็น High แต่เกต NAND มีเอาต์พุตเป็น LOW เมื่ออินพุตทั้งหมดมีค่าเป็น High
รูปที่ 5 แสดงตารางความจริงและสัญลักษณ์ของ NAND Gate Exclusive OR Gate Exclusive OR Gate คือ Gate ที่ให้ Output เป็น Logical 1 ก็ต่อเมื่อ Input มี Logical ต่างกัน และจะให้ Output เป็น Logical 0 ก็ต่อเมื่อ Input มี Logical เหมือนกัน เราสามารถเขียนสมการลอจิกสำหรับเอาต์พุต ตารางความจริง (Trute table) และสัญลักษณ์ของ Exclusive OR Gate ได้ดังนี้
รูปที่ 6 แสดงตารางความจริงและสัญลักษณ์ของ Exclusive OR Gate
คำสั่งควบคุมและลอจิก บทความนี้ขอจบการนำเสนอเรื่องของลอจิกเกต เพียงเท่านี้ สำหรับท่านที่สนใจอยากรู้เรื่องเกียวกับ ลอจิกเกต หรือติดปัญหาไม่เข้าใจส่วนใหน สามารถแวะไปพูดคุยกันได้ที่ fanpage ยินดีแลกเปลี่ยนความรู้ |
Youtube Channel
บทความใหม่
- เหตุผล 10 ข้อ ใช้ wordpress ขายสินค้า amazon
- การสร้างรายได้กับเว็บไซต์ YouTube
- รถไฟความเร็วสูงมีไปเพื่ออะไร
- ขยะออนไลน์ยุคถดถอยของเว็บไซต์บนโลกไซเบอร์
- เกาะกระแสโลกออนไลน์สาวเกาหลี KW7412
- เวียดนามกับหลักสูตรการศึกษาใหม่เน้นสอนเด็กเก่งคอมพิวเตอร์ จนวิศวกร
- สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Architecture)
- แบตเตอรี่ของ MacBook เสี่ยงต่อการโดนแฮค
- เตือนใช้ไฟตัดหมอก ตำรวจจับ ปรับได้
- เรื่องที่คิดไปเอง










