ตะไคร้หอมมีสรรพคุณและประโยชน์อย่างไร
วันนี้เรามารู้จักตะไคร้หอมกันครับ บางคนบางท่านก็รู้จักมาแล้ว ตะไคร้หอมเขาไม่นิยมนำมาปรุงอาหาร เป็นพืชสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย...
(เรื่องทั่วไป)

สังคมและวัฒนธรรม

เลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งต่อเนื่องระยะยาว

เลือกตั้งทุกๆกี่ปีดี หรือควรดำรงตำแหน่งระยะยาวดี นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าคิดเลยที่เดียว สำหรับบทความนี้ น้ำใส ดอทคอมอยากสะท้อนมุมมองสังคมปัจจุบัน และอดีตที่เคยเป็นมาแล้วซึ่งผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้นให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาเอาเองนะค่ะ

การเลือกตั้งนั้นถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยซึ่งไม่อาจจะปฏิเสธได้ จุดอ่อนของการเลือกตั้งคืออะไร การปรับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงานนั้น ในระยะเวลา 4,5 ปีตามแต่ที่ได้กำหนดขึ้น ถ้ามองในเชิงประสิทธิภาพความต่อเนื่องของนโยบายในการพัฒนานั้น ต่างทีมงาน ต่างนโยบาย ซึ่งจุดนี้เป็นจุดอ่อนที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลย หลายๆนโยบายไม่เกิดความต่อเนื่อง

โจทย์ที่ค่อนข้างยากสำหรับการเดินเข้าคูหากาบัตรเพื่อจะเลือกคนที่ใช่จริงๆ มีวิสัยทัศน์ ตามคำขวัญที่รณรงค์กัน แน่นอนการคิดพิจรณาจะช่วยได้ระดับหนึ่ง ไม่ให้ถูกชักจูง กลยุทธ์ทางการเป็นผู้นำที่มีรูปแบบแปลกๆ ทำให้ไม่สามารถแยกแยะออกได้

ต่อไปเป็นกรณีที่อยู่ในตำแหน่งแบบต่อเนื่อง ในดีมีเสีย ในเสียมีดี นั้นคือกรณีดีก็ดีแบบยาวๆ แต่ถ้าเกิดเสียแล้วจะเสียแบบยาวๆเช่นกัน อันนี้นำเสนอสั้นๆนะค่ะ เขียวยาวไปอ่านแล้วงง ความหมายก็คือ หากคนที่มาอยู่ในตำแหน่ง เป็นคนมีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ในการทำงานส่วนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะดีมากๆ

อย่างเมื่อสัปดาห์ก่อนได้มีคณะบุคคลอ้างตนเป็นผู้แทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ และยื่นหนังสือคัดค้านสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่กำลังพิจารณาปรับปรุงหลักการการดำรงตำแหน่งของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เป็นการเลือกตั้ง และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี

คณะบุคคลดังกล่าวแม้จะอ้างว่าเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อที่จะมายื่นหนังสือประท้วง แต่กิริยาอาการและท่าทีค่อนข้างจะเข้มข้นสักหน่อยหนึ่ง เช่น การประกาศหาตัวสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการเสนอเรื่องดังกล่าว และทำให้คนทั้งหลายเข้าใจได้ว่าอากัปกิริยาท่าทีเช่นนั้นส่อไปในทางข่มขู่คุกคาม

พฤติกรรมที่เข้ามาเป็นกลุ่มก้อนแล้วมายื่นหนังสือจะถือว่าเป็นการชุมนุมหรือไม่ก็สุดแท้แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่จะพิจารณากัน แต่การประกาศหาตัวสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นเป็นการไม่เหมาะสมและไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะเป็นทางให้คิดและเข้าใจไปได้ว่ากำลังมีการข่มขู่คุกคามการปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

แต่ในที่สุดก็ปรากฏผลการพิจารณาเรื่องนี้ของสภาปฏิรูปแห่งชาติว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติลงมติให้เสนอกฎหมายกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 5 ปี และต้องมีการเลือกตั้งด้วย

ความจริงหลักการดังกล่าวก็เคยใช้กันมาครั้งหนึ่งแล้ว เป็นแต่ว่าเมื่อนักการเมืองเป็นใหญ่ เป็นรัฐบาล ก็คิดการเอาใจซื้อใจกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้มาเป็นลูกไม้ลูกมือ จึงมีการแก้ไขให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีวาระการดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต

ก็เป็นประชาธิปไตยแบบลิโป้ คือใช้ผลประโยชน์แห่งชาติไปซื้อเสียง ซื้อใจ โดยเฉพาะซื้อใจคนที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านในชนบทห่างไกลเพื่อให้เป็นลูกไม้ลูกมือในทางการเมือง การดำรงอยู่แบบนี้จึงเป็นรากฐานของการทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยตรง

และทำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลายเป็นเจ้าพ่อมาเฟียและมีบทบาทในเรื่องอาชญากรรมและการกระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งการทุจริต การฉ้อฉลต่าง ๆ ที่สำคัญคือการเป็นมือไม้ให้กับนักการเมืองในการทุจริต ในการฉ้อฉล และในการซื้อเสียง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชนทั้งสิ้น

จึงต้องสดุดีจุดยืนและการลงมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ไม่ยอมจำนนต่อพฤติกรรมอันเข้าใจได้ว่าเป็นการข่มขู่คุกคามและยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย ที่ต้องให้มีการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี

กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจำพวกหนึ่ง สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องที่ ซึ่งเป็นคนละประเภทกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีการจัดตั้งอยู่ทั่วประเทศแล้ว

เมื่อครั้งที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครองบ้านเมือง ในขณะนั้นยังไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีแต่ราชการบริหารส่วนกลาง คือกระทรวงทบวงกรม และราชการบริหารส่วนภูมิภาค ได้แก่จังหวัดและอำเภอ แต่ทว่าพื้นที่ของแต่ละอำเภอนั้นกว้างขวางมาก ทั้งการคมนาคมก็ไม่สะดวก จึงมีราชการปกครองส่วนท้องที่ขึ้นเป็นเครื่องไม้เครื่องมือหรือเป็นผู้ช่วยทำงานให้กับราชการส่วนภูมิภาค จึงมีการแต่งตั้งกำนันให้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ในตำบล และขึ้นต่อนายอำเภอ และมีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านให้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ในหมู่บ้าน และขึ้นต่อกำนัน

ครั้นยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป มีการปรับปรุงพัฒนาระบบการปกครองของบ้านเมืองมาโดยลำดับ นอกจากมีการปรับปรุงราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคแล้ว ก็ได้มีการพัฒนาราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเมื่อปลายรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 มีเพียงสุขาภิบาลที่ทรงจัดตั้งขึ้นในภาคกลางเพียงไม่กี่แห่ง เช่น สุขาภิบาลท่าฉลอม ซึ่งทรงจัดตั้งขึ้นเป็นแห่งแรก

ราชการส่วนท้องถิ่นได้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และในการปกครองก็ได้มีการจัดตั้งหลายรูปแบบ คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และสุขาภิบาล

ต่อมาเมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นว่าสมควรยกเลิกรูปแบบสุขาภิบาลซึ่งมีขนาดเล็กเกินไปและประชาชนได้รับประโยชน์น้อยเกินไป จึงตรากฎหมายยกฐานะสุขาภิบาลทั่วประเทศขึ้นเป็นเทศบาลตำบล และต่อมารัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบลหรือ อบต. ขึ้นเป็นเทศบาลตำบล

ดังนั้นราชการปกครองส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันนี้จึงมีพื้นที่ทั่วถึงทั้งประเทศ และมีสองรูปแบบ คือ รูปแบบเทศบาล ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลนคร เทศบาลเมือง หรือเทศบาลตำบล กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด

เมื่อการบริหารส่วนท้องถิ่นขยายเต็มพื้นที่เช่นนี้แล้ว ความจริงก็หมดความจำเป็นที่จะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะหน้าที่การงานทั้งหมดนั้นแทบไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว หรือถ้ามีบ้างก็สามารถโอนไปสังกัดกับเทศบาลตำบลก็ได้ ซึ่งถ้าได้พัฒนาไปถึงขั้นนี้ก็จะลดภาระรายจ่ายของแผ่นดินได้จำนวนมหาศาล ที่สำคัญจะลดปัญหาของชาติที่แผ่กระจายอยู่ในชนบทได้เป็นอย่างดียิ่ง

ดังนั้นในขณะที่กลุ่มคนคณะนี้ต้องการที่จะดำรงตำแหน่งไปตลอดชีวิต ซึ่งผิดวิสัยการปกครองใด ๆ ที่มีอยู่ ก็จำต้องประกาศให้รู้ว่าสภาพการณ์ที่เป็นจริงนั้นถึงเวลาที่จะต้องยุบเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั้งประเทศแล้วก็ได้!

ขอบคุณแหล่งที่มา

รูป : ไทยรัฐ ดอทคอม

เนื้อหา : ไพศาลวิชั่น ดอทคอม