วาไรตี้

พระอาทิตย์กำหนดเวลานาฬิกาโลกตามมาตรฐานGMTกับUTC

มีใครที่ตื่นตอนเช้าทันพระอาทิตย์ขึ้นบ้างเอ๋ย การเริ่มต้นเช้าวันใหม่เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น สำหรับบทความดีๆ นี้น้ำใส ดอทคอม จะนำเสนอว่าการที่เรากำหนดเวลาตามการขึ้น - ลง ของดวงอาทิตย์นั้นมันไม่ละเอียดพอ และอาจจะมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น อย่างในประเทศนอร์เวย์ ที่พระอาทิตย์สามารถมองเห็นในตอนเที่ยงคืน ต้องยอมรับว่า พระอาทิตย์จะขึ้น หรือตกที่ใหนบนโลกใบนี้ก็สวยทั้งนั้น นอกเรื่องไปเยอะ เข้าเรื่องเลยละกันค่ะ

เวลามาตรฐานกรีนิช หรือ Greenwich Mean Time (GMT) คือสิ่งที่เรายึดเป็นมาตรฐานในการอ้างอิงเวลากันมานานนับศตวรรษ เหตุผลหลักที่มนุษย์ต้องใช้เวลา ณ จุดใดจุดหนึ่งบนโลกเป็นตัวอ้างอิงก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่ใช้การขึ้นลงของดวงอาทิตย์ (หรือพูดอีกทางก็คือการหมุนของโลกนั่นเอง) เป็นตัวกำหนดเวลาในแต่ละวัน ดังนั้นเลยต้องมีข้อตกลงร่วมกันในการบอกเวลา บังเอิญว่าประวัติศาสตร์ดันเลือกให้การเคลื่อนผ่านของดวงอาทิตย์ที่หอสังเกตการณ์ ณ ตำบลกรีนิชสหราชอาณาจักร กลายเป็นข้อตกลงร่วมดังกล่าว

แม้จะหมดยุคล่าอาณานิคมไปแล้ว GMT ก็ยังคงเป็นเวลามาตรฐานที่นิยมใช้กันทั่วโลกอยู่ดี ในปี 1884 การประชุม ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ก็ตกลงให้ GMT คือเวลามาตรฐานสากลของโลกอย่างเป็นทางการ

สำหรับคนที่ต้องทำงานกับบริษัทฯ ที่อยู่ต่างประเทศ และต้องติดต่อกับต่างประเทศหลายประเทศ ทำให้เกิดความสับสนและสงสัยในเรื่องเวลา ทั้งชื่อเรียกต่าง ๆ มากมาย อะไรนี่ EDT, EST ฯลฯ บทความนี้จะช่วยให้ท่านคลายข้อสงสัย และเข้าใจเกี่ยวกับโซนเวลามากยิ่งขึ้น

พอมาถึงในปี 1972 นักวิทยาศาสตร์เริ่มที่จะพบความคลาดเคลื่อนของเวลาเนื่องจากในแต่ละปีมีการค้นพบว่าดวงอาทิตย์ขึ้น-ลงนั้นตำแหน่งเลื่อนไปทุกๆปี เลยมาตกลงกันใหม่ให้นาฬิกาปรมาณู (atomic clock) เป็นเครื่องอ้างอิงเวลาแทนการขึ้น-ลงของดวงอาทิตย์ และเรียกชื่อมาตรฐานเวลาแบบใหม่ว่า Coordinated Universal Time (UTC) แต่ในทางปฏิบัติตัวเลขบนนาฬิกาของเวลาแบบ UTC ก็ยังคงเป็นเวลาตาม GMT อยู่ดี หากวันไหนเวลาของ UTC คลาดเคลื่อนไปจาก GMT เกิน 1 วินาที (เนื่องจากการขึ้นลงของดวงอาทิตย์แปรผันได้ตลอด) ก็จะมีการเพิ่มหรือลดวินาทีเข้าไปในนาทีสุดท้ายของวัน UTC นั้น เพื่อรักษาช่วงระยะเวลามาตรฐานของเวลา 1 วินาทีให้คงที่และในขณะเดียวกันก็รักษาให้ตัวเลขเวลาบนนาฬิกาสัมพันธ์กับเวลาของการขึ้นลงของดวงอาทิตย์บนโลก เวลา 1 วินาทีที่บวกหรือลบเข้าไปใน UTC เรียกว่า "leap second"

การมี UTC เพิ่มขึ้นมาไม่ได้ทำให้ปัญหามาตรฐานของเวลาจบลงอย่างถาวร เมื่อวันพฤหัสบดีกับวันศุกร์ ปี2011 (3-4 พฤศจิกายน 2011) ผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 คนก็ได้มาประชุมกันในงานประชุมของ Royal Society ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ด้วยวาระว่าควรรยกเลิกการใช้ GMT เป็นเวลามาตรฐานสากลหรือไม่

เหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์อยากเฉดหัว GMT ออกจากการเป็นมาตรฐานเสียเหลือกัน ก็มาจากความคลาดเคลื่อนระหว่างช่วงเวลาของวันตามนาฬิกาปรมาณูและวันตามการขึ้นลงของดวงอาทิตย์นี่แหละ ทำให้จำเป็นต้องคอยมาเล็งปรับ leap second กันอยู่เรื่อยๆ ปัญหาคือช่วงห่างระหว่างการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ในแต่ละวันเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยทุกปี หากไม่เปลี่ยนแปลงอะไรๆ ตั้งแต่ตอนนี้ ต่อไปเราก็จะต้องปรับเวลา UTC กันหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ รุ่นเหลนรุ่นโหลนของเราอาจจะต้องปรับกันทีละ leap minute เลย ไม่ใช่แค่ leap second

แม้ผู้เชี่ยวชาญบางคนโดยเฉพาะจากสหราชอาณาจักรจะไม่พอใจกับข้อเสนอนี้ แต่ส่วนใหญ่ก็เก็บอาการกันไว้ระดับหนึ่ง คงจะกลัวข้อครหาเรื่องชาตินิยม ที่น่าแปลกคือประเทศจีนกลับต้องการเห็น GMT คงความเป็นเวลามาตรฐานไว้ตามเดิม เนื่องจากนักดาราศาสตร์จีนส่วนใหญ่นิยมใช้การอ้างอิงเวลากับ GMT

ส่วนประเทศที่ฉกฉวยโอกาสนี้อย่างรวดเร็วคือ ฝรั่งเศส ที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาล็อบบี้ให้ที่ประชุมเลือก "Paris Mean Time" เป็นเวลามาตรฐานอย่างหน้าตาเฉย (ซึ่งน้ำใสว่าคงไม่มีใครเอาด้วยแน่ เพราะส่วนใหญ่คงเห็นพ้องต้องกันว่าเอา UTC ดีกว่า)

สำหรับคนทั่วไปอาจจะคิดว่าเวลาแค่ไม่กี่วินาทีเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วปัญหานี้ใกล้ตัวและสำคัญกว่าที่หลายคนคิด ตัวอย่างเช่น ระบบ GPS ซึ่งต้องมีการปรับเวลาให้ตรงเป๊ะอยู่ตลอดเวลาถึงระดับไมโครวินาทีกันเลยทีเดียว ในกรณีที่เวลามาตรฐานสากลยังเป็น GMT อยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ ยิ่งช่วงคลาดเคลื่อนระหว่างเวลาตามนาฬิกาปรมาณู (เวลาแบบ UTC) กับเวลาตามการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ (เวลาแบบ GMT) ขยายห่างมากขึ้นเท่าไร ระบบการปรับเวลาให้ตรงกันของดาวเทียม GPS ก็ยิ่งยุ่งยากมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบันเวลา UTC อ้างอิงกับนาฬิกาปรมาณูกว่า 400 เรือนที่ตั้งกระจายอยู่ตามห้องปฏิบัติการต่างๆ ทั่วโลก

ไม่ว่าผลการประชุมจะออกมาเช่นไรก็ตาม ในเดือนมกราคม ปี 2012 ก็จะมีการประชุมของ International Telecommunication Union ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อลงคะแนนเสียงว่าระบบโทรคมนาคมจะปลดระวาง GMT และหันมาใช้ UTC เป็นมาตรฐานอย่างเป็นทางการหรือไม่

หนังสือพิมพ์ Sunday Times ลงความเห็นอาลัย GMT ล่วงหน้าไว้ก่อนแล้วว่า "GMT ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของอังกฤษในยุควิคตอเรียน คงมีชะตากรรมไม่ต่างจากบทบาทมหาอำนาจของประเทศอังกฤษเท่าไรนัก สุดท้ายก็ต้องจางหายไป" ที่มา - AFP via PhysOrg

สรุปการนับระบบเวลาทั่วโลก มาดูกัน UTC, CET, PDT, MDT, CDT, EDT, ET, PT, DST, PST และเวลาออมแสงคืออะไร

"UTC" คือเวลามาตรฐานโลก ย่อมาจาก "Universal Time Co-ordinated" หรือ GMT-Greenwich Mean Time ที่ยังคงใช้ในบางประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ หรือใช้อ้างอิงในการเดินเรือในปัจจุบัน

ส่วน "CET" คือเวลาซึ่งเป็นศูนย์กลางของยุโรป ย่อมาจาก "Central European Time" เป็นเวลา +1 จากเวลามาตรฐาน UTC จะได้เท่ากับ UTC +01.00

สำหรับเวลามาตรฐาน (Standard Time) ซึ่งเริ่มใช้ในศตวรรษที่ 19 กำหนดขึ้นเพื่อขจัดความสับสนเนื่องจากการจับเวลาตามแสงอาทิตย์ อังกฤษเป็นประเทศแรกที่ประกาศใช้โดยยึดเวลามาตรฐานเมืองกรีนิช-Greenwich

ทั้งนี้การเทียบเวลามาตรฐานของแต่ละประเทศกับเวลามาตรฐานโลก (UTC) ใช้กฎเกณฑ์จากการประชุมนานาชาติ 25 ประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2427

ที่ประชุมมีมติให้แบ่งโลกตามแนวเส้นแวงออกเป็น 24 โซนเท่าๆ กัน แต่ละโซนมีค่า 15 องศา ทั้งในทางทิศตะวันตกและตะวันออก และมีค่าเท่ากับ 1 ชั่วโมงห่างจากโซนที่ติดกัน โดยเส้น 0 องศาจะผ่านที่เมืองกรีนิช และมีเส้นแบ่งวัน (International Date Line) อยู่ที่ 180 องศา และใช้เส้นแวงที่แบ่งประเทศออกเป็นสองส่วนเป็นตัวกำหนดเวลาว่าเวลามาตรฐานประจำถิ่นเร็วกว่าหรือช้ากว่าเวลามาตรฐานโลกที่เมืองกรีนิชเท่าไร

สำหรับประเทศไทย รัฐกาลที่ 6 ได้มีพระราชโองการกำหนดเวลามาตรฐาน และมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2463 (วันขึ้นปีใหม่ในขณะนั้น) ให้ "เวลาอัตราสำหรับกรุงสยามทั่วพระราชอาณาจักรเป็น 7 ชั่วโมงก่อนเวลากรีนีชในเมืองอังกฤษ" ปัจจุบันกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เป็นผู้ควบคุมเวลามาตรฐานของประเทศไทย ซึ่งกำหนดเวลามาตรฐานของประเทศเป็น UTC +7 ชั่วโมง (เร็วกว่าเวลามาตรฐานโลก 7 ชั่วโมง)

การกำหนดเวลามาตรฐานเป็นสิทธิ์ของแต่ละประเทศ โดยที่การเปลี่ยนแปลงส่วนมากมีสาเหตุทางด้านพาณิชย์เป็นสำคัญ มีหลายประเทศเปลี่ยนแปลงเวลามาแล้ว เช่น เนปาลเปลี่ยนจาก UTC +5.40 เป็น UTC +5.45 หรือจอร์แดนเปลี่ยนจาก UTC +2 เป็น UTC +3 ชั่วโมง

ทั้งนี้หากไม่เทียบเป็น UTC ก็เรียกว่าเวลาท้องถิ่น หมายถึงค่าวันและเวลาในท้องถิ่นนั้นๆ (local time zone) หากต้องการแสดงให้เห็นว่าเป็นเวลาในระบบ UTC สามารถทำได้โดยการเพิ่มตัวอักษร Z ตัวใหญ่ต่อท้ายเวลาได้ดังนี้ 23:59:59Z หรือ 2359Z ตัว Z แทนคำ "zero meridian" ซึ่งหมายถึงเวลาที่เมืองกรีนิชอันเป็นที่นิยมใช้กันในวงการสื่อสารทางวิทยุ โดยออกเสียงว่า "Zulu"

ด้วยประการทั้งหลายนี้เวลาในประเทศไทยจะเขียนได้เท่ากับ UTC +0700 หรือ GMT +7000

"เวลาออมแสง" คุณรู้จักหรือไม่ !!!

“เวลาออมแสง” บ้านเราอาจจะไม่คุ้นกับเวลาอย่างนี้เพราะอาจจะยุ่งยาก และไม่จำเป็นต้องใช้มัน แต่เอามาให้อัพเดทกันว่า ไอ้เจ้าเวลาแบบนี้ มันเป็นอย่างไร อีกทั้งก็ไปหามาว่า เวลาออมแสงในปีต่อไปอยู่ในช่วงเดือนไหนด้วย

แม้จะไม่ได้ใช้โดยประชากรส่วนใหญ่ของโลก แต่เวลาออมแสงก็เป็นเรื่องที่พบได้ปกติในบริเวณซีกโลกเหนือ
สีฟ้า บริเวณที่มีการใช้เวลาออมแสง
สีส้ม บริเวณที่เคยใช้เวลาออมแสง
สีแดง บริเวณที่ไม่เคยมีการใช้เวลาออมแสง

เวลาออมแสง (daylight saving time - DST) หรือ เวลาฤดูร้อน (summer time) เป็นข้อตกลงในการปรับนาฬิกาไปข้างหน้า เพื่อให้มีแสงอาทิตย์ในช่วงเวลาบ่ายมากขึ้นและมีแสงอาทิตย์ในช่วงเวลาเช้ามีน้อยลง โดยปกติแล้วจะปรับไปข้างหน้าหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะเข้าฤดูใบไม้ผลิ และปรับกลับหลังในฤดูใบไม้ร่วง เวลาออมแสงในยุคสมัยใหม่ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกโดย William Willett นักก่อสร้างชาวอังกฤษ หลายประเทศได้ใช้มันนับตั้งแต่นั้น โดยมีรายละเอียดแตกต่างไปตามสถานที่และมีการเปลี่ยนแปลงครั้งคราว

การเลื่อนนาฬิกาของเวลาออมแสงนี้ก่อให้เกิดความท้าทายต่าง ๆ มันทำให้การรักษาเวลายุ่งยากขึ้น ก่อความวุ่นวายให้การนัดหมาย การเดินทาง การบัญชี การลงบันทึก อุปกรณ์การแพทย์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม ระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากสามารถปรับนาฬิกาของตัวได้อัตโนมัติ แต่การปรับนี้ก็อาจทำได้จำกัดและมีความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อกฎของเวลาออมแสงเปลี่ยน

ระบบเวลาออมแสงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีช่วงแสงสว่างที่ "เหมาะสม" ตามความต้องการของท้องถิ่น โดยปรับนาฬิกาให้เข้ากับการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ ซึ่งเปลี่ยนไปตามฤดู ตามความเอียงของแกนโลก

ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เริ่มทำการปรับเวลาออมแสงแตกต่างจากประเทศอื่นโดยการ เริ่มต้น 3 อาทิตย์ก่อนเวลาออมแสงปกติ และสิ้นสุด 1 อาทิตย์หลังเวลาออมแสงปกติ ซึ่งลงชื่อรับรองโดยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2548
ในประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เคยมี DST ได้แก่มาเลเซียและฟิลิปปินส์

ต่อไปนี้ คือเวลาออมแสง ในช่วงปีต่อไปว่าจะเกิดเมื่อใด

Daylight Saving Time (DST) หรือเวลาออมแสง มีผลบังคับใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่น ในวันอาทิตย์ที่สองของเดือนมีนาคม โดยเราต้องทำการปรับนาฬิกาหมุนไปข้างหน้า 1 ชั่วโมง

ส่วนเวลามาตรฐานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่น ในวันอาทิตย์แรกของเดือนพฤศจิกายน เราต้องปรับนาฬิกาหมุนย้อนกลับมา 1 ชั่วโมง เพื่อกลับเข้าสู่เวลาปกติดังเดิม

ปี 2010
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 14 มีนาคม 2010
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 7 พฤศจิกายน 2010

ปี 2011
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 13 มีนาคม 2011
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 6 พฤศจิกายน 2011

ปี 2012
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 11 มีนาคม 2012
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2012

ปี 2013
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 10 มีนาคม 2013
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 3 พฤศจิกายน 2013

ปี 2014
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 9 มีนาคม 2014
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 2 พฤศจิกายน 2014

ปี 2015
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 8 มีนาคม 2015
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2015

หมายเหตุ
เวลาออมแสงจะไม่มีผลบังคับใช้ในฮาวาย อเมริกันซามัว กวม เปอร์โตริโก หมู่เกาะเวอร์จิน หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา และอริโซนา ยกเว้น เขตสงวนอินเดียนแดงนาวาโฮ

ขอบคุณที่มา อ้างอิงมาจากจาก:
http://www.dek-d.com/board/view.php?id=569508
http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/A2942507/A2942507.html
http://board.postjung.com/521269.html