พระอาทิตย์กำหนดเวลานาฬิกาโลกตามมาตรฐานgmtกับutc
มีใครที่ตื่นตอนเช้าทันพระอาทิตย์ขึ้นบ้างเอ๋ย การเริ่มต้นเช้าวันใหม่เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น สำหรับบทความดีๆ นี้น้ำใส ดอทคอม...
(เรื่องโดนใจ)

 

 

คุณผู้อ่านสามารถกดติดตาม น้ำ ใ ส ด อ ค อ ม

ไม่พลาดทุกการอับเดท : อย่ากดไลท์ กดแชร์บทความด้วยจ้า

 

นึกถึง เครื่องประดับ ต้องร้าน โบ๊ท-ผักบุ้ง ช๊อป

เรื่องโดนใจ

เที่ยว ทะเล ที่ไหน ดี

     เที่ยว ทะเล ที่ไหน ดี สำหรับวันหยุดยาวๆติดกัน มักจะมีคำถามนี้เกิดขึ้นเสมอ ก่อนที่เราจะเที่ยว ทะเล ที่ไหน ดี นั้น น้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม จะพาไปดูทะเล ที่เที่ยวในประเทศไทย ว่ามีที่ใหนที่โดนใจนักเที่ยวกันบ้าง

     เริ่มกันไกล้ๆ กรุงเทพฯ ต้อง พัทยา สำหรับคนกรุงที่ต้องการเที่ยวทะเลทริปสั้นๆ 2-3 วัน พักผ่อนกันแบบสบายใจริิมชายหาดขาวๆ นอนฟังแสงคลื่นแบบเพลิน ลมพัด แบบลมทะเล นึกภาพแล้ว น้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม อยากไปนอนเล่นริมทะเลเลย สำหรับ ที่พัก พัทยา หรือ ที่ เที่ยว พัทยา มีให้นักท่องเที่ยวเลือกได้หลากหลาย

     ที่พัก ชะ อํา ติด ทะเล ก็เป็นอีกหนึ่งในที่ เที่ยว ทะเล เป็นอีกจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ แม้ว่าจะไกลจากกรุงเทพฯสักนิด แต่บรรยากาศ น้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม มั่นใจว่า ต้องเป็นที่ชื่นชอบของทุกๆท่านแน่นอน นั่งทานอาหารทะเลสดๆ ริมทะเล ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

     บ้านพัก หัวหิน มาหัวหิน ถ้ามากันเป็นกลุ่มใหญ่ๆละก็ ต้องพักเป็นบ้านเป็นหลังๆ ได้ความเป็นส่วนตัว ชายหาดส่วนตั๊ว ส่วนตัว สนุกสนานเฮฮา กันแบบเต็มที่ ได้บรรยากาศ Summer Season ชายทะเลแท้จริง สำหรับ หัวหิน มีทั้งแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ของกินอร่อยๆ

     รีสอร์ท ขนอม สำหรับ ขนอม เป็นแหล่งท่องเที่ยวชายหาดทะเล ทางปักษ์ใต้ หากท่านชอบท่องเที่ยวชายทะเลแบบเงียบสงบ สูดอากาศลมทะเล แนะนำว่า ทะเลขนอมเป็นจุดหมายปลายทางของท่าน เตรียมลาพักร้อนยาวๆได้เลย รับรองเที่ยวทะเลของท่านสนุกแน่ๆ

     เที่ยว เกาะสมุย ที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี เกาะสมุยเป็นเกาะขนาดใหญ่อยู่กลางอ่าวไทย ที่นี่ยามค่ำคืน ถ้าท่านมาเที่ยวรับรองว่าจะติดใจ ฝรั่งชอบมาเที่ยวเกาะสมุย เกาะสมุยทะเลสวยถ้าเป็นฝั่งอ่าวไทย เกาะสมุยนับว่าเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากที่สุด

     เกาะ พี พี ทะเลสวยมากๆ น้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม การันตีเลย เกาะ พี พี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ แวะเวียนมาเที่ยวกันไม่ขาดสาย เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ด้วยความสวยงามของหาดทราย ขึ้นชื่อเรื่องทะเลสวย ทำให้ที่นี่ติด Top แหล่งท่องเที่ยวทางทะเล

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับท่านที่ไม่รู้จะเที่ยว ทะเล ที่ไหน ดี คราวนี้ก็จะมีจุดหมายกันแล้ว ตามที่น้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม น้ำเสนอที่เที่ยวชายทะเล ยังมีอีกหลายซึ่งน้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม จะนำเสนอในบทความต่อๆไป สำหรับท่านที่ไปเที่ยวตามที่แนะนำไว้อย่าลืมมาเล่าสู่กันฟัง บอกต่อกันด้วยนะ ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามกันมาตลอด

ใส่ แหวน นิ้ว ไหน ดี

     ใส่ แหวน นิ้ว ไหน ดี เป็นคำถามที่น้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม เจออยู่บ่อยๆ ทราบใหมว่า แหวน นั้นเป็นเครื่องประดับเสริมความสวยให้กับนิ้วมือเรา ให้นิ้วดูเล่อค่าเพิ่มความโดดเด่น บางท่านก็ใส่เพื่อเสริมความงาม ใส่เพื่อเสริมดวง เสริมสิริมงคล แต่ละคนจะสวมใส่แหวนกันตามความถนัดของนิ้วตนเองหรือตามความชอบกัน ไม่จำกัดว่าจะใส่ไว้ที่นิ้วใหน แต่รู้หรือไม่ว่าการสวมใส่แหวนในแต่ละนิ้วนั้น สามารถที่จะบ่งบอกถึงความหมายและเสริมดวงในการใช้ชีวิตของผู้ที่เสริมใส่ได้อีกด้วย น้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม ได้พูดคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่มีความรู้ในศาสตร์ด้านเสริมดวง เลยเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อบอกเล่าถึง แหวนที่สวมใส่นิ้วที่เราชอบนั้นจะส่งผลต่อตัวเราได้จริงตามคำบอกเล่ามาหรือไม่ แล้วเราจะ ใส่ แหวน นิ้ว ไหน ดี จะช่วยเสริมดวง ใส่ แหวน เสริม ดวง และบ่งบอกบอกถึงสิ่งดีๆ ในเรื่องใดบ้าง ถ้าคุณผู้อ่านพร้อมแล้วตาม น้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม ไปดูความหมายของการสวมใส่แหวนในแต่ละนิ้วกันเลยจ้า

     การสวมแหวนที่นิ้หัวแม่มือ

     นิ้วหัวแม่มือซ้ายและขวา : ตามคำบอกเล่าโดยผู้เชี่ยวชาญ บอกว่า จะมีคนอุปถัมภ์เกื้อกูล และคอยให้ความช่วยเหลือ
     เหมาะสำหรับ นักธุรกิจ นักการเมือง และนักศึกษา อาชืพที่ต้องเข้าผู้ใหญ่
     การสวมแหวนไว้ที่นิ้วโป้งส่วนใหญ่แล้วมักจะนิยมสวมใส่กันในหมู่เศรษฐี ผู้ประกอบการ นักธุรกิจที่มีอายุมีชื่อเสียงมักจะสวมใส่ให้เห็นกัน คล้ายกับองค์จักรพรรดิที่ชอบใส่ แหวน หยก เม็ดโตไว้ที่นิ้วโป้ง ซึ่งการสวมแหวนไว้ที่นิ้วโป้งนั้น เชื่อว่าจะช่วยเสริมดวงเกื้อหนุนให้มีคนคอยช่วยเหลืออุปถัมภ์เกื้อกูล ช่วยส่งเสริมให้กิจการงานต่างๆประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สื่อถึงความมั่นใจในตัวเองและความกล้าหาญ ส่วนในกลุ่มของนักเรียน นักศึกษาหากผู้ที่มีความเป็นผู้นำสวมใส่แหวนนิ้วนี้จะช่วยให้เสริมดวงด้านการเรียน การศึกษาได้ แต่หากรู้สึกว่าความมั่นใจในตัวเองมีมากสุดโต่งเกินไป ชอบสั่งคนนั้น คนนี้ แนะนำให้เปลี่ยนมาสวมแหวนไว้ที่นิ้วโป้งข้างขวาแทน จะทำให้เพิ่มและเกิดความสมดุลในชีวิตขึ้นมาได้

     การสวมแหวนที่นิ้วชี้

     นิ้วชี้ข้างขวา : ช่วยให้ผู้พบเห็น มีคนเอ็นดู ป๊อปปูล่า ได้รับความสนใจ
     นิ้วชี้ข้างซ้าย : ช่วยเสริมดวงด้านความมั่งคั่ง ช่วยสร้างความมั่งคั่งแบบยั่งยืน
     เหมาะสำหรับพนักงานประจำ ทำงานออฟฟิตทั่วไป
     การสวมแหวนนิ้วชี้ด้านขวาสื่อถึงความหมายลึกซึ้งดีๆ ว่าคนที่ชอบใส่แหวนนิ้วชี้นั้นมักจะกลายเป็นบุคคลป๊อบปูล่าที่ใครๆ ต่างก็สนใจ ซึ่งถ้าหากคุณอยากให้คนรอบข้างหรือคนที่แอบรักหันมาสนใจในตัวคุณแล้วละก็ หรือแม้แต่เจ้านายเอ็นดู คุณต้องสวมแหวนไว้ที่นิ้วชี้ข้างขวา รับรองว่าคุณจะไม่เป็นคนนอกสายตาอีกต่อไป และในส่วนของนิ้วชี้ด้านซ้ายนั้นก็สื่อถึงความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการงาน เงินทอง ที่สามารถนำความมั่งคั่งบางส่วนมาให้เราได้อีก ทั้งยังนำความโชคดีมาสู่ตัวเรา ทั้งรายได้จากค่าจ้าง การลงทุน ลงแรง ที่เราจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมา

     การสวมแหวนที่นิ้วกลาง

     นิ้วกลางข้างขวา : บ่งบอกถึงความมีสุขภาพที่ดี การเงินดีเงินทองไหลมา เทมา
     นิ้วกลางข้างซ้าย : มีความปลอดภัย แคล้วคลาดจากสิ่งชั่วร้าย
     เหมาะสำหรับทุกคน
     การสวมแหวนที่นิ้วกลางข้างขวานั้นจะส่งผลต่อเรื่องสุขภาพร่างกายและเงินทอง เชื่อว่าการสวมแหวนที่นิ้วกลางข้างขวาจะทำให้มีสุขภาพดี และอายุยืน และที่สำคัญยั่งสามารถช่วยอุกรูรั่วของเงินทอง มีเงินทองไหลมาอย่างไม่ขาดสาย แต่หากอยากรอดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายหรือเรื่องอัปมงคลทั้งหลาย แนะนำให้สวมแหวนไว้ที่นิ้วกลางข้างซ้าย ก็จะช่วยได้ เพราะจะช่วยเสริมดวง โชคดีในทุกๆ ด้าน ทำอะไรก็ราบรื่นในทุกๆเรื่อง ทำสิ่งใดก็ไม่ติดขัด หงุดหงิดใจ

     การสวมแหวนที่นิ้วนาง

     นิ้วนางข้างขวา : บ่งบอกถึงความรักมั่นคง ยั่งยืน
     นิ้วนางข้างซ้าย : ทำให้ครอบครัวมีความสุข
     เหมาะสำหรับ : คนที่ต้องการมีความรัก คนที่เห็นคุณค่าของครอบครัว
     ถ้าคุณสาวๆท่านใหน เป็นคนที่เชื่อในเรื่องความรักแล้วละก็ มีความรักที่มั่นคงหรือรักแท้ น้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม ได้ฟังมาจากผู้เชี่ยวชาญ แนะนำว่า ให้สวมแหวนที่นิ้วนางข้างขวา ซึ่งสื่อถึงความมั่นคงในรักแท้ และยังส่งผลให้มีความโชคดีในทุกๆเรื่องอีกด้วย มีความราบรื่นในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็สุขสมหวัง ส่วนนิ้วนางข้างซ้าย นอกจากจะสื่อถึงความหมายดีๆ ระหว่างคู่รักแล้ว ในการจับจองเป็นเจ้าของ มีคู่ครองแล้ว ยังหมายถึงการมีชีวิตคอบครัวที่ดี ชีวิตรัก ครอบครัวแฮปปี้มีความสุขอีกด้วยนะ

     การสวมแหวนที่นิ้วก้อย

     นิ้วก้อยข้างขวา : ดูแล้วมีเสน่ห์ น่าดึงดูด
     นิ้วก้อยข้างซ้าย : ไม่นกไม่แห้ว สุขสมหวังในรัก
     เหมาะสำหรับคนที่อยากมีความรัก
     สำหรับใครที่กำลังอินเลิฟอยู่ หรืออยากสมหวังในรัก ต้องหันมาใส่แหวนที่นิ้วก้อยกันซะแล้ว น้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม ฟังมาจากผู้เชี่ยวชาญ ว่าใส่แหวนนิ้วก้อยจะช่วยเสริมดวงเรื่องความรัก เพราะความหมายของการสวมแหวนนิ้วก้อยในแต่ละข้างนั้น จะช่วยเสริมดวงเรื่องความรักให้สุข สมหวัง ปังสุดขีด ถ้าอยากมีโชคในเรื่องความรัก บอกลาความอกหัก ไม่ต้องเสียน้ำตา คุณผู้อ่านต้องสวมแหวนที่นิ้วก้อยข้างซ้าย รับรองโชคดีไม่มีนก แต่หากอยากเป็นสาวสวยพราวเสน่ห์ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ต้องสวมแหวนที่นิ้วก้อยข้างขวา รับรองใครเห็นเป็นต้องถูกมนต์สะกด มีหนุ่มๆตาม มาขายขนมจีบแบบรัวๆ เป็นแน่เลย

     สำหรับบทความดีๆ นี้ คุณผู้อ่านได้ทราบแล้วว่า ใส่ แหวน นิ้ว ไหน ดี ซึ่ง น้ำ ใ ส ด อ ท ค อ ม ได้นำเสนอไปแล้วสำหรับการใส่ แหวน เสริม ดวง ว่าใส่นิ้วใหนเป็นอย่างไร ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถนำไปปฏิบัติกันโดยใช้วิจารณญาณตามความเชื่อของแต่ละบุคคล

พระอาทิตย์กำหนดเวลานาฬิกาโลกตามมาตรฐานGMTกับUTC

มีใครที่ตื่นตอนเช้าทันพระอาทิตย์ขึ้นบ้างเอ๋ย การเริ่มต้นเช้าวันใหม่เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น สำหรับบทความดีๆ นี้น้ำใส ดอทคอม จะนำเสนอว่าการที่เรากำหนดเวลาตามการขึ้น - ลง ของดวงอาทิตย์นั้นมันไม่ละเอียดพอ และอาจจะมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น อย่างในประเทศนอร์เวย์ ที่พระอาทิตย์สามารถมองเห็นในตอนเที่ยงคืน ต้องยอมรับว่า พระอาทิตย์จะขึ้น หรือตกที่ใหนบนโลกใบนี้ก็สวยทั้งนั้น นอกเรื่องไปเยอะ เข้าเรื่องเลยละกันค่ะ

เวลามาตรฐานกรีนิช หรือ Greenwich Mean Time (GMT) คือสิ่งที่เรายึดเป็นมาตรฐานในการอ้างอิงเวลากันมานานนับศตวรรษ เหตุผลหลักที่มนุษย์ต้องใช้เวลา ณ จุดใดจุดหนึ่งบนโลกเป็นตัวอ้างอิงก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่ใช้การขึ้นลงของดวงอาทิตย์ (หรือพูดอีกทางก็คือการหมุนของโลกนั่นเอง) เป็นตัวกำหนดเวลาในแต่ละวัน ดังนั้นเลยต้องมีข้อตกลงร่วมกันในการบอกเวลา บังเอิญว่าประวัติศาสตร์ดันเลือกให้การเคลื่อนผ่านของดวงอาทิตย์ที่หอสังเกตการณ์ ณ ตำบลกรีนิชสหราชอาณาจักร กลายเป็นข้อตกลงร่วมดังกล่าว

แม้จะหมดยุคล่าอาณานิคมไปแล้ว GMT ก็ยังคงเป็นเวลามาตรฐานที่นิยมใช้กันทั่วโลกอยู่ดี ในปี 1884 การประชุม ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ก็ตกลงให้ GMT คือเวลามาตรฐานสากลของโลกอย่างเป็นทางการ

สำหรับคนที่ต้องทำงานกับบริษัทฯ ที่อยู่ต่างประเทศ และต้องติดต่อกับต่างประเทศหลายประเทศ ทำให้เกิดความสับสนและสงสัยในเรื่องเวลา ทั้งชื่อเรียกต่าง ๆ มากมาย อะไรนี่ EDT, EST ฯลฯ บทความนี้จะช่วยให้ท่านคลายข้อสงสัย และเข้าใจเกี่ยวกับโซนเวลามากยิ่งขึ้น

พอมาถึงในปี 1972 นักวิทยาศาสตร์เริ่มที่จะพบความคลาดเคลื่อนของเวลาเนื่องจากในแต่ละปีมีการค้นพบว่าดวงอาทิตย์ขึ้น-ลงนั้นตำแหน่งเลื่อนไปทุกๆปี เลยมาตกลงกันใหม่ให้นาฬิกาปรมาณู (atomic clock) เป็นเครื่องอ้างอิงเวลาแทนการขึ้น-ลงของดวงอาทิตย์ และเรียกชื่อมาตรฐานเวลาแบบใหม่ว่า Coordinated Universal Time (UTC) แต่ในทางปฏิบัติตัวเลขบนนาฬิกาของเวลาแบบ UTC ก็ยังคงเป็นเวลาตาม GMT อยู่ดี หากวันไหนเวลาของ UTC คลาดเคลื่อนไปจาก GMT เกิน 1 วินาที (เนื่องจากการขึ้นลงของดวงอาทิตย์แปรผันได้ตลอด) ก็จะมีการเพิ่มหรือลดวินาทีเข้าไปในนาทีสุดท้ายของวัน UTC นั้น เพื่อรักษาช่วงระยะเวลามาตรฐานของเวลา 1 วินาทีให้คงที่และในขณะเดียวกันก็รักษาให้ตัวเลขเวลาบนนาฬิกาสัมพันธ์กับเวลาของการขึ้นลงของดวงอาทิตย์บนโลก เวลา 1 วินาทีที่บวกหรือลบเข้าไปใน UTC เรียกว่า "leap second"

การมี UTC เพิ่มขึ้นมาไม่ได้ทำให้ปัญหามาตรฐานของเวลาจบลงอย่างถาวร เมื่อวันพฤหัสบดีกับวันศุกร์ ปี2011 (3-4 พฤศจิกายน 2011) ผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 คนก็ได้มาประชุมกันในงานประชุมของ Royal Society ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ด้วยวาระว่าควรรยกเลิกการใช้ GMT เป็นเวลามาตรฐานสากลหรือไม่

เหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์อยากเฉดหัว GMT ออกจากการเป็นมาตรฐานเสียเหลือกัน ก็มาจากความคลาดเคลื่อนระหว่างช่วงเวลาของวันตามนาฬิกาปรมาณูและวันตามการขึ้นลงของดวงอาทิตย์นี่แหละ ทำให้จำเป็นต้องคอยมาเล็งปรับ leap second กันอยู่เรื่อยๆ ปัญหาคือช่วงห่างระหว่างการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ในแต่ละวันเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยทุกปี หากไม่เปลี่ยนแปลงอะไรๆ ตั้งแต่ตอนนี้ ต่อไปเราก็จะต้องปรับเวลา UTC กันหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ รุ่นเหลนรุ่นโหลนของเราอาจจะต้องปรับกันทีละ leap minute เลย ไม่ใช่แค่ leap second

แม้ผู้เชี่ยวชาญบางคนโดยเฉพาะจากสหราชอาณาจักรจะไม่พอใจกับข้อเสนอนี้ แต่ส่วนใหญ่ก็เก็บอาการกันไว้ระดับหนึ่ง คงจะกลัวข้อครหาเรื่องชาตินิยม ที่น่าแปลกคือประเทศจีนกลับต้องการเห็น GMT คงความเป็นเวลามาตรฐานไว้ตามเดิม เนื่องจากนักดาราศาสตร์จีนส่วนใหญ่นิยมใช้การอ้างอิงเวลากับ GMT

ส่วนประเทศที่ฉกฉวยโอกาสนี้อย่างรวดเร็วคือ ฝรั่งเศส ที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาล็อบบี้ให้ที่ประชุมเลือก "Paris Mean Time" เป็นเวลามาตรฐานอย่างหน้าตาเฉย (ซึ่งน้ำใสว่าคงไม่มีใครเอาด้วยแน่ เพราะส่วนใหญ่คงเห็นพ้องต้องกันว่าเอา UTC ดีกว่า)

สำหรับคนทั่วไปอาจจะคิดว่าเวลาแค่ไม่กี่วินาทีเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วปัญหานี้ใกล้ตัวและสำคัญกว่าที่หลายคนคิด ตัวอย่างเช่น ระบบ GPS ซึ่งต้องมีการปรับเวลาให้ตรงเป๊ะอยู่ตลอดเวลาถึงระดับไมโครวินาทีกันเลยทีเดียว ในกรณีที่เวลามาตรฐานสากลยังเป็น GMT อยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ ยิ่งช่วงคลาดเคลื่อนระหว่างเวลาตามนาฬิกาปรมาณู (เวลาแบบ UTC) กับเวลาตามการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ (เวลาแบบ GMT) ขยายห่างมากขึ้นเท่าไร ระบบการปรับเวลาให้ตรงกันของดาวเทียม GPS ก็ยิ่งยุ่งยากมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบันเวลา UTC อ้างอิงกับนาฬิกาปรมาณูกว่า 400 เรือนที่ตั้งกระจายอยู่ตามห้องปฏิบัติการต่างๆ ทั่วโลก

ไม่ว่าผลการประชุมจะออกมาเช่นไรก็ตาม ในเดือนมกราคม ปี 2012 ก็จะมีการประชุมของ International Telecommunication Union ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อลงคะแนนเสียงว่าระบบโทรคมนาคมจะปลดระวาง GMT และหันมาใช้ UTC เป็นมาตรฐานอย่างเป็นทางการหรือไม่

หนังสือพิมพ์ Sunday Times ลงความเห็นอาลัย GMT ล่วงหน้าไว้ก่อนแล้วว่า "GMT ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของอังกฤษในยุควิคตอเรียน คงมีชะตากรรมไม่ต่างจากบทบาทมหาอำนาจของประเทศอังกฤษเท่าไรนัก สุดท้ายก็ต้องจางหายไป" ที่มา - AFP via PhysOrg

สรุปการนับระบบเวลาทั่วโลก มาดูกัน UTC, CET, PDT, MDT, CDT, EDT, ET, PT, DST, PST และเวลาออมแสงคืออะไร

"UTC" คือเวลามาตรฐานโลก ย่อมาจาก "Universal Time Co-ordinated" หรือ GMT-Greenwich Mean Time ที่ยังคงใช้ในบางประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ หรือใช้อ้างอิงในการเดินเรือในปัจจุบัน

ส่วน "CET" คือเวลาซึ่งเป็นศูนย์กลางของยุโรป ย่อมาจาก "Central European Time" เป็นเวลา +1 จากเวลามาตรฐาน UTC จะได้เท่ากับ UTC +01.00

สำหรับเวลามาตรฐาน (Standard Time) ซึ่งเริ่มใช้ในศตวรรษที่ 19 กำหนดขึ้นเพื่อขจัดความสับสนเนื่องจากการจับเวลาตามแสงอาทิตย์ อังกฤษเป็นประเทศแรกที่ประกาศใช้โดยยึดเวลามาตรฐานเมืองกรีนิช-Greenwich

ทั้งนี้การเทียบเวลามาตรฐานของแต่ละประเทศกับเวลามาตรฐานโลก (UTC) ใช้กฎเกณฑ์จากการประชุมนานาชาติ 25 ประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2427

ที่ประชุมมีมติให้แบ่งโลกตามแนวเส้นแวงออกเป็น 24 โซนเท่าๆ กัน แต่ละโซนมีค่า 15 องศา ทั้งในทางทิศตะวันตกและตะวันออก และมีค่าเท่ากับ 1 ชั่วโมงห่างจากโซนที่ติดกัน โดยเส้น 0 องศาจะผ่านที่เมืองกรีนิช และมีเส้นแบ่งวัน (International Date Line) อยู่ที่ 180 องศา และใช้เส้นแวงที่แบ่งประเทศออกเป็นสองส่วนเป็นตัวกำหนดเวลาว่าเวลามาตรฐานประจำถิ่นเร็วกว่าหรือช้ากว่าเวลามาตรฐานโลกที่เมืองกรีนิชเท่าไร

สำหรับประเทศไทย รัฐกาลที่ 6 ได้มีพระราชโองการกำหนดเวลามาตรฐาน และมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2463 (วันขึ้นปีใหม่ในขณะนั้น) ให้ "เวลาอัตราสำหรับกรุงสยามทั่วพระราชอาณาจักรเป็น 7 ชั่วโมงก่อนเวลากรีนีชในเมืองอังกฤษ" ปัจจุบันกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เป็นผู้ควบคุมเวลามาตรฐานของประเทศไทย ซึ่งกำหนดเวลามาตรฐานของประเทศเป็น UTC +7 ชั่วโมง (เร็วกว่าเวลามาตรฐานโลก 7 ชั่วโมง)

การกำหนดเวลามาตรฐานเป็นสิทธิ์ของแต่ละประเทศ โดยที่การเปลี่ยนแปลงส่วนมากมีสาเหตุทางด้านพาณิชย์เป็นสำคัญ มีหลายประเทศเปลี่ยนแปลงเวลามาแล้ว เช่น เนปาลเปลี่ยนจาก UTC +5.40 เป็น UTC +5.45 หรือจอร์แดนเปลี่ยนจาก UTC +2 เป็น UTC +3 ชั่วโมง

ทั้งนี้หากไม่เทียบเป็น UTC ก็เรียกว่าเวลาท้องถิ่น หมายถึงค่าวันและเวลาในท้องถิ่นนั้นๆ (local time zone) หากต้องการแสดงให้เห็นว่าเป็นเวลาในระบบ UTC สามารถทำได้โดยการเพิ่มตัวอักษร Z ตัวใหญ่ต่อท้ายเวลาได้ดังนี้ 23:59:59Z หรือ 2359Z ตัว Z แทนคำ "zero meridian" ซึ่งหมายถึงเวลาที่เมืองกรีนิชอันเป็นที่นิยมใช้กันในวงการสื่อสารทางวิทยุ โดยออกเสียงว่า "Zulu"

ด้วยประการทั้งหลายนี้เวลาในประเทศไทยจะเขียนได้เท่ากับ UTC +0700 หรือ GMT +7000

"เวลาออมแสง" คุณรู้จักหรือไม่ !!!

“เวลาออมแสง” บ้านเราอาจจะไม่คุ้นกับเวลาอย่างนี้เพราะอาจจะยุ่งยาก และไม่จำเป็นต้องใช้มัน แต่เอามาให้อัพเดทกันว่า ไอ้เจ้าเวลาแบบนี้ มันเป็นอย่างไร อีกทั้งก็ไปหามาว่า เวลาออมแสงในปีต่อไปอยู่ในช่วงเดือนไหนด้วย

แม้จะไม่ได้ใช้โดยประชากรส่วนใหญ่ของโลก แต่เวลาออมแสงก็เป็นเรื่องที่พบได้ปกติในบริเวณซีกโลกเหนือ
สีฟ้า บริเวณที่มีการใช้เวลาออมแสง
สีส้ม บริเวณที่เคยใช้เวลาออมแสง
สีแดง บริเวณที่ไม่เคยมีการใช้เวลาออมแสง

เวลาออมแสง (daylight saving time - DST) หรือ เวลาฤดูร้อน (summer time) เป็นข้อตกลงในการปรับนาฬิกาไปข้างหน้า เพื่อให้มีแสงอาทิตย์ในช่วงเวลาบ่ายมากขึ้นและมีแสงอาทิตย์ในช่วงเวลาเช้ามีน้อยลง โดยปกติแล้วจะปรับไปข้างหน้าหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะเข้าฤดูใบไม้ผลิ และปรับกลับหลังในฤดูใบไม้ร่วง เวลาออมแสงในยุคสมัยใหม่ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกโดย William Willett นักก่อสร้างชาวอังกฤษ หลายประเทศได้ใช้มันนับตั้งแต่นั้น โดยมีรายละเอียดแตกต่างไปตามสถานที่และมีการเปลี่ยนแปลงครั้งคราว

การเลื่อนนาฬิกาของเวลาออมแสงนี้ก่อให้เกิดความท้าทายต่าง ๆ มันทำให้การรักษาเวลายุ่งยากขึ้น ก่อความวุ่นวายให้การนัดหมาย การเดินทาง การบัญชี การลงบันทึก อุปกรณ์การแพทย์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม ระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากสามารถปรับนาฬิกาของตัวได้อัตโนมัติ แต่การปรับนี้ก็อาจทำได้จำกัดและมีความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อกฎของเวลาออมแสงเปลี่ยน

ระบบเวลาออมแสงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีช่วงแสงสว่างที่ "เหมาะสม" ตามความต้องการของท้องถิ่น โดยปรับนาฬิกาให้เข้ากับการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ ซึ่งเปลี่ยนไปตามฤดู ตามความเอียงของแกนโลก

ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เริ่มทำการปรับเวลาออมแสงแตกต่างจากประเทศอื่นโดยการ เริ่มต้น 3 อาทิตย์ก่อนเวลาออมแสงปกติ และสิ้นสุด 1 อาทิตย์หลังเวลาออมแสงปกติ ซึ่งลงชื่อรับรองโดยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2548
ในประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เคยมี DST ได้แก่มาเลเซียและฟิลิปปินส์

ต่อไปนี้ คือเวลาออมแสง ในช่วงปีต่อไปว่าจะเกิดเมื่อใด

Daylight Saving Time (DST) หรือเวลาออมแสง มีผลบังคับใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่น ในวันอาทิตย์ที่สองของเดือนมีนาคม โดยเราต้องทำการปรับนาฬิกาหมุนไปข้างหน้า 1 ชั่วโมง

ส่วนเวลามาตรฐานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่น ในวันอาทิตย์แรกของเดือนพฤศจิกายน เราต้องปรับนาฬิกาหมุนย้อนกลับมา 1 ชั่วโมง เพื่อกลับเข้าสู่เวลาปกติดังเดิม

ปี 2010
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 14 มีนาคม 2010
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 7 พฤศจิกายน 2010

ปี 2011
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 13 มีนาคม 2011
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 6 พฤศจิกายน 2011

ปี 2012
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 11 มีนาคม 2012
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2012

ปี 2013
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 10 มีนาคม 2013
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 3 พฤศจิกายน 2013

ปี 2014
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 9 มีนาคม 2014
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 2 พฤศจิกายน 2014

ปี 2015
เวลาออมแสงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 8 มีนาคม 2015
เวลาออมแสงจะสิ้นสุดลงเวลา 2 นาฬิกา ของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2015

หมายเหตุ
เวลาออมแสงจะไม่มีผลบังคับใช้ในฮาวาย อเมริกันซามัว กวม เปอร์โตริโก หมู่เกาะเวอร์จิน หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา และอริโซนา ยกเว้น เขตสงวนอินเดียนแดงนาวาโฮ

ขอบคุณที่มา อ้างอิงมาจากจาก:
http://www.dek-d.com/board/view.php?id=569508
http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/A2942507/A2942507.html
http://board.postjung.com/521269.html

ข้อควรรู้ 5 ประการ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษี

AFS 19MAY 011

ที่มาของรูป pixabay.com

     คนเราตัดสินใจเลือกทำประกันชีวิตด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่ซื้อไว้เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับชีวิต เพราะเมื่อไหร่ที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น อย่างน้อยก็ยังมีเงินชดเชยที่ช่วยเหลือดูแลคนในครอบครัวต่อไปได้ ในขณะที่บางคนก็ทำประกันชีวิตไว้เพื่อประโยชน์ในเรื่องของการออมเงินในระยะยาว ที่เหลือก็มีทำประกันชีวิตเพื่อควบคู่ไปกับลงทุน บางคนก็มองไปไกลถึงช่วงเวลาของการเกษียณโดยเลือกทำประกันแบบบำนาญเอาไว้
     ไม่ว่าเหตุผลหลักของการทำประกันชีวิตนั้นจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ประโยชน์ที่เราจะได้ควบคู่มากับการทำประกันชีวิตด้วยก็คือเรื่องของการประหยัดภาษี เพราะค่าเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายสำหรับกรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีได้ ประกันชีวิตแบบบำนาญก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของประกันชีวิตที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมจากประกันชีวิตแผนปกติได้อีกด้วย
สำหรับผู้ที่ต้องการทำประกันชีวิตไว้เพื่อลดหย่อนภาษีด้วยนั้น มีข้อแนะนำที่ควรรู้ไว้ 5 ประการ ดังนี้ค่ะ
     1.ค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันชีวิตที่จะนำมาหักลดหย่อนภาษีได้นั้นจะต้องเป็นประกันชีวิตที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และต้องทำกับบริษัทประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้นด้วย โดยสามารถนำมาหักได้ตามที่จ่ายค่าเบี้ยไปจริง แต่ไม่เกินปีละ 100,000 บาท
     2.ประกันชีวิตแบบมีเงินปันผล ในกรณีที่ประกันชีวิตเป็นแบบมีการจ่ายคืนเงินปันผลหรือผลตอบแทนระหว่างสัญญา จะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับการลดหย่อนภาษี คือ เงินปันผลรายปีที่จ่ายคืนจะต้องไม่เกิน 20% ของค่าเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายในปีนั้น ๆ หากเงินปันผลไม่ได้จ่ายทุกปี เช่น 2 หรือ 3 ปี ครั้ง จำนวนเงินปันผลก็จะต้องไม่เกิน 20% ของยอดเงินรวมค่าเบี้ยประกันที่จ่ายในระหว่างปีนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน
     3.เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ การทำประกันชีวิตแบบบำนาญสามารถนำค่าเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมจากค่าเบี้ยประกันปกติได้ โดยให้ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ หรือสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนอื่น เช่น LTF หรือ RMF จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
     4.ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุใช้ลดหย่อนภาษีไม่ได้ หลายคนเข้าใจผิดว่าไม่ว่าจะทำประกันอะไรก็นำมาลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งที่จริงแล้วประกันที่จะนำมาลดหย่อนได้มีเพียงประกันชีวิตอย่างเดียวเท่านั้นและจะต้องมีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาน้อยกว่านี้ก็ไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้ ส่วนประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุเป็นการทำประกันแบบปีต่อปี จึงไม่เข้าข่ายนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน
     5.ความคุ้มครองสำคัญที่สุด เหตุผลในการทำประกันชีวิตนั้นควรต้องตั้งต้นจากเรื่องความคุ้มครองชีวิตเป็นหลัก แม้ว่าเราจะได้ประโยชน์จากเรื่องการประหยัดภาษีด้วยก็ตาม แต่เราก็ไม่ควรนำเรื่องประหยัดภาษีมาเป็นเหตุผลหลักในการซื้อประกันชีวิต เพราะอย่าลืมว่าประกันชีวิตนั้นเป็นสัญญาระยะยาวที่ให้ความคุ้มครองในเรื่องของการสูญเสียเป็นหลัก ส่วนเรื่องของการออมเงิน การลงทุน หรือการประหยัดภาษี ควรเป็นเหตุผลรอง ๆ ลงไปของการทำประกันชีวิตมากกว่านั่นเอง
     ไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะทำประกันชีวิตเพราะอยากจะได้ลดหย่อนภาษี แต่ก่อนทำขอให้เราทบทวนดูสักนิดถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าในการทำ การซื้อประกันชีวิตเพิ่มเต็มวงเงินทุกปีเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีอาจไม่ใช่การวางแผนการเงินที่ถูกต้อง เพราะแม้ว่าจะประหยัดภาษีที่ต้องจ่ายได้สูงสุด แต่เงินเราต้องไปจมอยู่กับบริษัทประกันเป็นเวลานาน ทำให้ถึงเวลาจำเป็นและฉุกเฉินไม่สามารถนำเงินออกมาใช้ได้ หรือมีช่องทางในการลงทุนที่ดีกว่าก็เสียโอกาสไป